| ซูเราะฮ์ อัล - เกาษัร |
| Written by Administrator |
|
บ้างก็ให้ความหมายว่าคือ “ลำธารหนึ่งในสวนสวรรค์” ที่พระองค์อัลลอฮ์(ซบ.) ทรงมอบลำธารนี้ไว้ให้กับท่านศาสดา(ศ็อลฯ) หรือหมายถึงลำธารหนึ่งในสวนสวรรค์ที่ขาวสะอาดยิ่งกว่าน้ำนมและใสยิ่งกว่ากระจก หรือหมายถึง “บ่อน้ำใหญ่” ที่ประชาชาติของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) จะเข้าไปดื่มกินในวันกิยามะฮ์ فاطمه ท่านหญิงฟาติมะฮ์(อ.) คือความหมายที่กระจ่างชัดที่สุดของคำว่า “เกาษัร” แต่อย่างไรก็ตาม ฮะดีษต่างๆ ไม่ได้ระบุไว้โดยตรงว่า “อัลเกาษัร” นั้นคือ ท่านหญิงฟาติมะฮ์(อ.) แต่ได้อรรถาธิบายความหมายของ “เกาษัร” ไว้หลายความหมาย บ้างก็ให้ความหมายว่าคือ “ลำธารหนึ่งในสวนสวรรค์” ที่พระองค์อัลลอฮ์(ซบ.) ทรงมอบลำธารนี้ไว้ให้กับท่านศาสดา(ศ็อลฯ) หรือหมายถึงลำธารหนึ่งในสวนสวรรค์ที่ขาวสะอาดยิ่งกว่าน้ำนมและใสยิ่งกว่ากระจก หรือหมายถึง “บ่อน้ำใหญ่” ที่ประชาชาติของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) จะเข้าไปดื่มกินในวันกิยามะฮ์ท่านฟัครุดดี อัรรอซี ได้ให้ความหมายของคำว่า “เกาษัร” ไว้ถึง 15 ความหมายด้วยกัน อีกทั้งท่านยังยืนยันดังนี้ “ความหมายของซูเราะฮ์เกาษัร คือ พระองค์อัลลอฮ์(ซบ.) จะประทานบุตรหลานให้กับท่านนบีมุฮัมมัด(ศ็อลฯ) ซึ่งเป็นบุตรหลานที่สืบเชื้อสายกันตลอดไปในทุกยุคทุกสมัย จะเห็นได้ว่ามีอะฮ์ลุลบัยต์กี่ท่านแล้วที่เป็นชะฮีด (ถูกสังหารในหนทางของพระเจ้า) แต่ปัจจุบันก็ยังคงมีพวกเขาอยู่ทั่วทุกมุมโลก ในขณะที่ลูกหลานของตระกูลบนีอุมัยยะฮ์ไม่มีหลงเหลืออยู่ในโลกนี้เลย และจงมองดูเถิดว่า มีอุละมาอ์ที่ยิ่งใหญ่มากมายเพียงใด ที่ยังสืบทอดกันมา เช่น ท่านอิมามบาเกร(อ.) ท่านอิมามซอดิก(อ.) ท่านอิมามมูซากาซิม(อ.) ท่านอิมามริฎอ (อ.) และท่านอื่นๆ ”เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่า “เกาษัร” ที่หมายถึงท่านหญิงฟาติมะฮ์(อ.) นั้นเป็นการให้ความหมายตามกฎเกณฑ์ที่แน่นอน ก่อนอื่นเราต้องศึกษาคุณลักษณะเฉพาะของซูเราะฮ์นี้ อีกทั้งคุณลักษณะเฉพาะของท่านหญิงฟาติมะฮ์(อ.) เสียก่อน เพื่อที่จะได้นำมาเปรียบเทียบกับหลักการและเหตุผลดังกล่าวได้อย่างมั่นใจว่าความหมายของซูเราะฮ์เกาษัรนั้น คือ ท่านหญิงฟาติมะฮ์(อ.) 1. คุณลักษณะเฉพาะบางประการของซูเราะฮ์เกาษัรซูเราะฮ์เกาษัรเป็นซูเราะฮ์ที่สั้นที่สุดของอัลกุรอาน มีความยาวประมาณ 1 บรรทัดของอัลกุรอาน มีคำอยู่ประมาณ 10 คำ ถึงแม้จะเป็นซูเราะฮ์ที่สั้น และมีจำนวนคำที่น้อยนิด แต่คำนาม และคำกริยาทุกคำที่อยู่ในซูเราะฮ์นี้ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่มีอยู่ในซูเราะฮ์นี้เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น คำว่า “อะอ์ฏอยนากะ”, “อัลเกาษัร”, “ศ็อลลิ”, “ลิรอบบิกะ”, “วันฮัร”, “ชานิอะกะ”, “วัลอับตัร” ซึ่งคำทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นคำที่มีคุณลักษณะพิเศษที่ปรากฏในซูเราะฮ์นี้เท่านั้น โดยเฉพาะคำว่า “รอบบิกะ” หรือ “รอบบุกะ” ซึ่งมีปรากฏในอัลกุรอานถึง 242 ครั้ง แต่คำว่า “ลิรอบบิกะ” มีปรากฏอยู่ในเฉพาะซูเราะฮ์นี้ซูเราะฮ์เดียวเท่านั้น 2. คุณลักษณะเฉพาะบางประการของท่านหญิงฟาติมะฮ์(อ.) ท่านหญิงเป็นบุตรคนเดียวของท่านศาสนทูต(ศ็อลฯ) ที่มีชีวิตอยู่หลังจากที่บิดาของท่านเสียชีวิตลง ท่านหญิงเป็นบุตรคนเดียวของท่านศาสนทูต(ศ็อลฯ) ที่ทำให้วงศ์วานของท่านศาสนทูต(ศ็อลฯ) ยังคงสืบเชื้อสายต่อไป และลูกหลานของท่านหญิงถูกรู้จักในนามของ “ลูกหลานแห่งท่านศาสดา”(ศ็อลฯ) และไม่มีลูกหลานของผู้ใดอีกแล้วที่จะได้รับสมญานามเช่นนี้ และสมญานามนี้เองที่สร้างความปั่นป่วนให้กับคอลีฟะฮ์ฮารูนรอชีด แห่งอับบาซีย์ จนต้องเรียกตัวท่านอิมามมูซากาซิม(อ.) เข้าพบและกล่าวคัดค้านอย่างรุนแรงว่าทำไมท่านต้องใช้สมญานามว่า “ลูกหลานแห่งศาสนทูตของอัลลอฮ์” อีกทั้งไม่ห้ามปรามประชาชนที่เรียกพวกท่านด้วยสมญานามนี้? ท่านอิมามมูซากาซิม(อ.) ปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าวอยู่หลายครั้ง หลังจากที่ คอลีฟะฮ์ฮารูนประกาศรับรองความปลอดภัย ท่านอิมาม(อ.) จึงตอบคำถามด้วยโองการอัลกุรอานซูเราะฮ์อันอามโองการที่ 84-85 ซึ่งกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า ท่านนบีอีซา(อ.) เป็น ”บุตรหลานของนบีอิบรอฮี (อ.)” ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ท่านนบีอีซา(อ.) ไม่มีบิดา แต่ท่านก็สามารถที่จะสืบเชื้อสายจากทางมารดาไปจนถึงบรรดาศาสดาท่านก่อนๆ ได้ การที่ท่านอิมามพยายามปฏิเสธที่จะตอบคำถาม จนกว่าจะได้การรับรองความปลอดภัยนั้น ย่อมชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับคอลีฟะฮ์ราชวงค์อับบาซีย์ยิ่งนัก และท่านอิมามมูซากาซิม(อ.) ก็ทราบดีว่าเมื่อคอลีฟะห์ได้ยินคำตอบนี้แล้วเขาจะรู้สึกโกรธและตัดสินใจที่จะทำสิ่งที่เลวร้ายทันที ด้วยเหตุนี้ท่านอิมาม(อ.) จึงพยายามปฏิเสธที่จะตอบคำถามนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า จนในที่สุดท่านต้องทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อยืนยันความปลอดภัยของท่านพร้อมกับกล่าวต่ออีกว่า“นอกเหนือจากเหตุผลที่ว่าลูกหลานของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) จะสามารถสืบเชื้อสายมาจากท่านหญิงฟาติมะฮ์(อ.) ได้แล้ว พวกเขาก็จะยังคงสืบเชื้อสายกันตลอดไป โดยจะยังคงมีอยู่อย่างมากมายทั่วทุกมุมโลก เรียกได้ว่าไม่มีแห่งหนตำบลใดที่จะไร้ซึ่งลูกหลานของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)” 3. การศึกษาความหมายของซูเราะฮ์เกาษัรหลังจากที่เราได้ศึกษาถึงคุณลักษณะของคำต่างๆ ในซูเราะฮ์เกาษัร และคุณลักษณะเด่นของท่านหญิงฟาติมะฮ์ (อ.) แล้ว ต่อไปเราจะมาศึกษาถึงความหมายของโองการต่าง ๆ ในซูเราะฮ์เกาษัรกัน โดยเริ่มจาก โองการแรก “อินนาอะอ์ ฏอยนา กัลเกาษัร” (แท้จริงเราได้ประทาน เกาษัรให้แก่เจ้า) เกาษัร มาจากรากศัพท์ ของคำว่า “กัษรอต” มีความหมายว่า มากมาย และฮะดีษต่าง ๆก็ให้ความหมายไว้ก็ คือ “ความดีงา มที่มากมาย” และความดีงามที่มากมายนี้มีหลากหลายด้วยกัน ซึ่งท่านฟัครุดดีน อัรรอซี ได้กล่าวไว้ถึง 15 ประการดังนี้ 1. คือ แม่น้ำหนึ่งในสวนสวรรค์ 2. คือ บ่อน้ำเกาษัร 3. คือ ลูกหลานของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) 4. คือ อุละมาอ์ของประชาชาติอิสลาม 5. คือ การเป็นนบี 6. คือ อัลกุรอาน 7. คือ อัลอิสลาม 8. คือ มีผู้ปฏิบัติตามมากมาย 9. คือ ความประเสริฐยิ่งของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) 10. คือการยกย่องสรรเสริญท่านศาสดา(ศ็อลฯ) 11. คือ ความรู้ 12. คือ มารยาทที่ดีงามของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) 13. คือ ตำแหน่งอัชชะฟาอะฮ์ การให้การอนุเคราะห์ 14. เป้าหมายของอัลเกาษัรก็คือซูเราะฮ์นี้ 15. คือ ความโปรดปรานทั้งมวลของพระองค์อัลลอฮ์(ซบ.) จะเห็นได้ว่าความหมายทั้งหมดนี้จัดอยู่ในประเภทของ “ความดีงามอันมากมาย” และเป็นความหมายที่เหมาะสมกับคำว่า “เกาษัร” แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาถึงความหมายตั้งแต่ต้นจนจบซูเราะฮ์ รวมทั้งพิจารณาถึงสาเหตุของการประทานซูเราะฮ์แล้ว แน่นอนยิ่งจะต้องมีความหมายใดความหมายหนึ่งเท่านั้นที่เหมาะสมที่สุดกับซูเราะฮ์นี้สาเหตุแห่งการประทานซูเราะฮ์เกาษัร เริ่มจากการที่ อาศ บิน วาอิล ได้ตั้งฉายาให้กับท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ว่า เป็นผู้ที่ไร้ทายาทสืบสกุล ขณะเมื่อท่านสูญเสียบุตรชายคนที่สอง ที่ชื่อว่า “ฏอฮิร” เพราะชาวอาหรับในสมัยนั้น มักจะตั้งฉายาให้กับคนที่ไม่มีบุตรชายสืบสกุล หรือบุตรชายของเขาเสียชีวิต ว่า “อับตัร” ซึ่งมีความหมายว่า ผู้ที่ถูกตัดขาด หรือผู้ที่ไร้ทายาทสืบสกุล ขณะที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กำลังเศร้าโศกเสียใจต่อการจากไปของบุตรชาย พวกศัตรูได้ฉวยโอกาสตั้งฉายาให้กับท่านว่า “ผู้ไร้ ทายาทสืบสกุล” แล้วพวกมันก็กล่าวเหยียดหยามท่านศาสดา(ศ็อลฯ) จากการที่ท่านไม่มีบุตรชาย พระองค์อัลลอฮ์(ซบ.) จึงทรงประทานคำว่า “เกาษัร” ลงมา ซึ่งมีความหมายที่ตรงข้ามกับคำว่า “อับตัร” เพื่อเป็นคำตอบให้กับ อาศ บิน วาอิล และพรรคพวกของเขา ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ที่เหมาะสมกับคำว่า “เกาษัร” มากที่สุดก็คือ ท่านหญิงฟาติมะฮ์(อ.) เพราะท่านหญิง คือ ผู้สืบสกุลของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) นั่นเอง ถึงแม้ว่าความหมายต่าง ๆที่กล่าวมาข้างต้นจะเป็นความหมายที่ดีและเป็นการให้กำลังใจแก่ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) แต่การมีทายาทสืบสกุลอย่างมากมายที่เกิดจากท่านหญิงฟาติมะฮ์(อ.) นั้น นอกจากจะเป็นการให้กำลังใจแก่ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) แล้วยังเป็นคำตอบที่ดีที่สุดที่ตอบให้แก่ อาศ บิน วาอิลจากคำถามที่ว่า ในสมัยที่ อาศ บิน วาอิล ได้ตั้งฉายาอันน่ารังเกียจแก่ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ขณะนั้นท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ยังอยู่ที่เมืองมักกะฮ์ และท่านหญิงฟาติมะฮ์(อ.) ยังเด็กอยู่ ท่านหญิงยังไม่ได้แต่งงาน และยังไม่มีบุตรหลานแต่อย่างใด อีกทั้งซูเราะฮ์เกาษัร ถูกประทานลงมาในรูปประโยคที่เป็นอดีต (คือ คำว่า “อะอ์ฏอยนากะ” = เราได้ประทานให้กับเจ้าแล้ว) แล้วเหตุไฉนจึงเจาะจงว่า “เกาษัร” นั้น หมายถึงท่านหญิงฟาติมะฮ์(อ.)คำตอบ ในตอนท้ายของซูเราะฮ์นี้ ((“อินนะชานิอะกะฮุวัลอับตัร” = แท้จริงศัตรูของเจ้านั้นต่างหากที่ถูกตัดขาด (ไร้ซึ่งทายาทสืบสกุล)) เมื่อศึกษารายละเอียดทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็จะเห็นได้ว่า ในขณะที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ถูกตั้งฉายาว่า “อับตัร” อาศ บิน วาอิล มี บุตรอยู่จำนวนหนึ่ง แต่อัลกุรอานได้ใช้คำว่า “อับตัร” ซึ่งบ่งชี้ถึงตัวเขา นอกจากนั้นการใช้สรรพนาม “ฮุวะ” ก่อน คำว่า “อับตัร” ก็เป็นการเน้นย้ำถึงการไม่มีทายาทสืบสกุลของเขาอีกเช่นกัน และนี่เป็นทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ว่าต่อไปลูกหลานของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) จะสืบทายาทกันต่อไปอย่างแพร่หลาย โองการจึงใช้รูปประโยคที่เป็นอดีตเพื่อต้องการบอกว่าอนาคตต้องเป็นเช่นนี้แน่นอนดังนั้นการที่ซูเราะฮ์นี้ถูกประทานที่มักกะฮ์ และความเยาว์วัยของท่านหญิงฟาติมะฮ์(อ.) ไม่อาจเป็นสาเหตุที่จะปฏิเสธได้ว่า “เกาษัร” หมายถึง ท่านหญิงฟาติมะฮ์(อ.) ทว่าพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงประสงค์ที่บอกเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยรูปของประโยคที่เป็นอดีต เพื่อให้ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) มั่นใจต่อสัญญาของพระองค์อัลลอฮ์(ซบ.) ท่านจึงมีความสงบมั่นและไม่หวั่นไหวจากการเหยียดหยามของศัตรู นอกจากนั้นท่านศาสดา(ศ็อล) ยังได้ขอบคุณต่อพระองค์อัลลอฮ์(ซบ.) ด้วยการนมาซ และทำกุรบาน (เชือดสัตว์พลีทาน)ท่านศาสดาเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งต่อความรอบรู้ในสิ่งที่พระองค์ทรงบอกไว้ล่วงหน้า ว่าท่านจะมีทายาทสืบสกุลต่อไปอย่างไม่ขาดสาย ถึงแม้ว่าวันเวลาที่ผ่านไปทำให้ผู้คนคิดว่าลูกหลานของท่านหญิงฟาติมะฮ์(อ.) จะหลงเหลือและมีเพิ่มมากขึ้นต่อไปอีกได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขาถูกฆ่าล้างเช่นนี้เพื่อสร้างความมั่นใจในข่าวสารที่เร้นลับ และเพื่อความมั่นใจว่า “เกาษัร” คือ ความมากมายของบุตรหลานของท่านหญิงฟาติมะฮ์(อ.) นั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับพวกเราที่ว่า ท่านอับดุลมุฏฏอลิบมีบุตรชาย 2 คน ซึ่งทั้งสองต่างก็มีภรรยาและบุตรสืบสกุล ส่วนท่านอบูฏอลิบ ผู้เป็นลุงของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ก็มีบุตรชาย และบรรดาบุตรชายของท่าน ไม่ว่า จะเป็น ฏอลิบ อะกีล หรือท่านอิมามอะลี(อ.) ต่างก็มีบุตรชายเช่นกันซึ่งบุตรของท่านอิมามอะลี(อ.) ที่ไม่ได้เกิดจากท่านหญิงฟาติมะฮ์(อ.) นั้นมีถึง 23 คน และถ้าจะรวมบุตรที่เกิดจากท่านหญิงฟาติมะฮ์(อ.) ด้วยก็มีทั้งหมด 27 คนด้วยกันจะเห็นได้ว่า การลอบสังหารจากผู้ปกครองที่อธรรม ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นกับลูกหลานของท่านหญิงฟาติมะฮ์(อ.) เท่านั้น แม้แต่ในแผ่นดินกัรบะลา ท่านอิมามฮุเซน(อ.) และบรรดาลูกหลานของท่าน ตลอดจนลูกหลานของท่านอิมามฮะซัน(อ.) ต่างพลีชีวิตด้วยคมหอกคมดาบ เมื่อเปรียบเทียบจำนวนของผู้ที่สืบเชื้อสายจากทางท่านหญิงฟาติมะฮ์(อ.) (ที่ถูกเรียกว่าซัยยิดหรือซาดาต)กับจำนวนลูกหลานที่สืบเชื้อสายจากทางท่านอิมามอาลี(อ.) ที่ไม่ได้เกิดจากท่านหญิงฟาติมะฮ์(อ.) แล้วนั้น จะเห็นได้ว่าจำนวนของลูกหลานที่สืบเชื้อสายจากทางท่านหญิงฟาติมะฮ์(อ.) นั้นมีจำนวนมากกว่า ซึ่งแน่นอนที่สุดลูกหลานของราชวงศ์อับบาซีย์ หรือบุตรหลานของอะกีล หรือคนอื่นๆ ไม่สามารถเทียบจำนวนได้เลยปัจจุบันเราสามารถกล่าวได้อย่างภาคภูมิว่า แม้ว่าซูเราะฮ์เกาษัรจะเป็นเพียงซูเราะฮ์สั้นๆ ที่มีความยาวเพียงหนึ่งบรรทัด แต่เป็นซูเราะฮ์ที่แสดงถึงปาฏิหาริย์หนึ่ง ดังที่มีกล่าวไว้ในซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 23 ว่า “และหากพวกเจ้าสงสัยในสิ่งที่เราได้ประทานแก่บ่าวของเรา(อัลกุรอาน) ก็จงนำมาซักซูเราะฮ์หนึ่งที่เหมือนกับกุรอานนี้” นี่คือประโยคที่รวมถึงซูเราะฮ์ที่สั้นที่สุดอย่างซูเราะฮ์เกาษัรด้วยเช่นกัน ซึ่งศัตรูของอิสลามที่มีความเจริญก้าวหน้า มีพลัง และมีความมุ่งมั่น ก็ไม่สามารถที่จะให้คำตอบกับคำท้าทายของโองการนี้ได้เลยดังนั้นถ้าเราให้ความหมายของ “เกาษัร” ว่าคือ “ลูกหลานของท่านศาสนทูต(ศ็อลฯ) บรรดาชาวโลกทั้งหมดก็สามารถสัมผัสปาฏิหาริย์นี้ได้อย่างชัดแจ้ง โดยจะเห็นได้ว่าทั้งๆ ที่พวกศัตรูพยายามอย่างยิ่งที่จะเข่นฆ่าบรรดาลูกหลานของท่านหญิงฟาติมะฮ์(อ.) ตลอดช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา แต่แล้วบรรดาลูกหลานของท่านหญิงกลับกลายเป็นผู้ที่มีวงศ์วานสืบสกุลที่มากที่สด ในอีกแง่มุมหนึ่งสามารถจะกล่าวได้ว่า เมื่อเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไป ความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นทำให้เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ดีสำหรับโองการต่างๆ ของอัลกุรอาน เนื่องจากความหมายในตัวบทโองการได้เปิดเผยให้เห็นขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งบางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้ตัวบทฮะดีษมาอรรถาธิบายเพิ่มเติมอีก และด้วยเหตุที่ว่าฮะดีษส่วนใหญ่ถูกนำมาอ้างอิงในการอรรถาธิบายถึงสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถค้นพบคำตอบของมันได้ ส่วนอีกประการหนึ่งการที่จำนวนของลูกหลานของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ็อลฯ) ในสมัยบรรดาอิมามผู้เป็นลูกหลานของท่านมีอยู่มากมายอย่างชัดแจ้งและไม่สามารถปฏิเสธได้ จึงรู้สึกว่าในบางกรณีไม่จำเป็นต้องใช้การอรรถาธิบายจากบรรดามะอ์ซูมีน(อ.) เพิ่มเติมอีก ดังนั้น การไม่มีฮะดีษมากำกับในการอ้างอิง จึงไม่ใช่เหตุผลในการปฏิเสธเรื่องการสืบสกุลของท่านศาสนทูต(ศ็อลฯ) จากท่านหญิงฟาติมะฮ์(อ.) แต่อย่างใด
|






