| ความโปรดปรานของพระเจ้าต่อวงศ์วานอิสรออีล |
|
|
|
| Written by Quranrasul |
| Thursday, 22 July 2010 04:11 |
|
เนื่องจากฟิรเอาน์ถูกยุยงส่งเสริมจากบุคคลรอบข้าง ให้ใช้ความรุนแรงเข้มงวดกับวงศ์วานอิสรออีล โดยกล่าวกับพวกเขาว่า “ในไม่ช้าเราจะสังหารบุตรชายของพวกเขา และจะใว้ชีวิตบรรดาสตรีของพวกเขา (เพื่อไว้รับใช้) ซึ่งเรามีอำนาจเหนือพวกเขาอย่างสมบูรณ์” (ซูเราะฮ์อะอ์รอฟ โองการที่ 127) ในโองการนี้คำว่า الهتك บรรดาพระเจ้าของท่าน หมายถึงอะไร? ในหมู่บรรดานักอรรถาธิบายอัล กุรอานได้กล่าวถึงความหมายภายนอกของโองการว่า ฟิรเอาน์นั้นมีเทวรูป และรูปปั้นที่ใช้บูชาส่วนตัวอยู่ โดยพิจารณาจากซูเราะฮ์อันนาซิยาต โองการที่ 24 กล่าวว่า أَنَا رَبُّكُمُ الأعْلَى และในซูเราะฮ์อัล กอศอศ โองการที่ 38 مَا عَلِمْتُ لَكُمْ مِنْ إِلَهٍ غَيْرِي ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่าพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ของอียิปต์คือฟิรเอาน์ หรืออย่างน้อยเขาคิดว่าตัวเขาคือสิ่งกราบไหว้ที่ยิ่งใหญ่ของชาวอียิปต์ แต่เขาก็ยอมรับว่ามีสิ่งอื่นที่ถูกกราบไหว้เคียงคู่กับเขาด้วย เขาก็เลือกสรรค์สิ่งหนึ่งขึ้นไว้บูชาสำหรับตน และให้พวกเขากราบไหว้บูชาด้วยเช่นกัน อีกเหตุผลหนึ่งของฟิรเอาน์คือต้องการกำจัด และถอนรากถอนโคนวงศ์วานอิสรออีล เพื่อไม่ให้พวกเขามีกำลังในการรบพุ่งอีกต่อไป โดยตัดสินใจที่จะฆ่าสังหารบรรดาบุตรชายของพวกเขา และรักษาชีวิตเด็กสตรีไว้เพื่อเป็นข้าทาสรับใช้ นี้คือหลักการของมหาอำนาจจะยุคสมัยใดก็ตามที่จะขจัดกลุ่มบุคคลที่เป็นอุปสรรค์กับเป้าหมายของพวกเขา หรือฟิรเอาน์ต้องการที่จะให้คำสั่งของเขาไปถึงหูของวงศ์วานอิสรออีล เพื่อให้พวกเขาเกิดความตระหนกตกใจกลัว ซึ่งผลของการเข่นฆ่าสังหารบรรดาเด็กและผู้ชายก็จะทำให้วงศ์ษาคณาญาติฝ่ายสตรีของพวกเขาอยู่ในอุ้งมือของศัตรู จากโองการที่ว่า “แท้จริงเรามีอำนาจเหนือพวกเขา” ต้องการบำรุงขวัญพวกพ้องของเขามิให้วิตกกังวลและย้ำถึงความพร้อมสรรพของเขา มีคำถามว่าทำไมฟิเอาน์ไม่ตัดสินใจสังหารนบีมูซาแต่กลับไปเข่นฆ่าบรรดาลูกหลานของวงศ์วานอิสรออีล คำตอบก็คือ ในซูเราะฮ์อัลมุอ์มูน กล่าวถึงฟิรเอาน์ว่าเดิมทีต้องการสังหารนบีมูซา แต่คำเตือนพร้อมคำขู่จากผู้ศรัทธาของวงศ์วานของฟิเอาน์ว่าถ้าลงมือสังหารนบีมูซา อาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้ และเขาอาจเป็นตัวแทนของพระเจ้าอย่างแท้จริงและพูดในสิ่งที่พระเจ้าได้มอบหมายให้กระทำ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ย่อมมีผลต่อการตัดสินใจของฟิรเอาน์ หลังจากที่นบีมูซาได้มีชัยเหนือบรรดานักมายากล และข่าวได้แพร่กระจายออกไปจนทำให้เกิดการแตกแยกกันระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนนบีมูซา(อ.)และกลุ่มที่ต่อต้านท่าน ด้วยเหตุนี้อาจทำให้ฟิรเอาน์เกรงว่าถ้าใช้ความรุ่นแรงกับนบีมูซา(อ.) จะเผชิญกับแรงคัดค้านจากประชาชน จึงเปลี่ยนแผนไม่ตัดสินใจสังหารมูซา(อ.) โองการถัดมานบีมูซา(อ.) ได้เสนอข้อปฏิบัติแก่วงศ์วานของอิสรออีล ในการเผชิญหน้ากับฟิรเอาน์ อันเป็นเงื่อนไขแห่งชัยชนะเหนือศตรูอย่างแน่นอน หากปฏิบัติตามบนเงื่อนไข 3 ประการดังนี้ ประการแรก อัลลอฮ์(ซบ.) เท่านั้นที่พระองค์ทรงเป็นผู้ช่วยเหลือ ประการที่สอง จงยืนหยัดและอย่าเกรงกลัวต่อการข่มขู่ข่มเหงและอย่าหนี จงอดทน เป็นการเน้นย้ำว่าพื้นแผ่นดินเป็นของอัลลอฮ์(ซบ.) พระองค์ทรงเป็นผู้ปกครอง เมื่อใดก็ตามที่พระองค์ทรงประสงค์ที่จะมอบให้กับบ่าวของพระองค์ ประการสุดท้าย จงยำเกรง เพราะแท้จริงในที่สุดชัยชนะย่อมเป็นของผู้ที่ยำเกรงเท่านั้น เงื่อนไขสามประการนี้วางอยู่บนพื้นฐานของหลักความเชื่อ หลักจริยธรรมและหลักการปฏิบัติ ซึ่งถือว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ทุกกลุ่มชนประสบชัยชนะได้ ไม่เฉพาะกับวงศ์วานอิสรออีลเท่านั้น หากปราศจากพื้นฐานสามประการ แม้จะได้รับชัยชนะแต่ก็ไม่มีความมั่นคงยั่งยืนอย่างแน่นอน เมื่อพจารณาถึงเงื่อนไขแต่ละประการ จะเห็นได้ว่ามีความเกี่ยวพันธ์ซึ่งกันและกัน หากมีความยำเกรงแต่ขาดการยืนหยัดอดทนก็ไม่เกิดผล และหากมีความอดทนยืนหยัดแต่ขาดความเชื่อและศรัทธามั่นต่อพระเจ้าก็ไม่สามารถที่จะยืนหยัดอยู่ได้ โองการต่อมากล่าวถึงพวกวงศ์วานอิสรออีลที่ประสบกับปัญหาหลังจากการยืนหยัดของนบีมูซา(อ.) พวกเขากล่าวกับนบีมูซา(อ.) ว่า “พวกเขากล่าวว่า พวกเราได้รับการทารุณทั้งก่อนที่ท่านจะมายังพวกเราและหลังจากที่ท่านได้มายังเรา” (ซูเราะฮ์อะอ์รอฟ โองการที่ 129) เสมือนว่าพวกเขารอคอยการมาของท่านนบีมูซา(อ.) แล้วต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเห็นความหายนะของฟิรเอาน์ชั่วข้ามคืน และเป็นผู้ถือครองความมั่งคั่งของแผ่นดินอียิปต์เสียเอง เรื่องดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ด้วยกับการแสดง มุอ์ญิซาตเท่านั้น แต่นบีมูซา(อ.) ก็ทำให้พวกเขาเข้าใจได้ว่า ต้องได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน แต่ต้องใช้เวลา การได้รับชัยชนะตามแบบฉบับแห่งพระผู้เป็นเจ้าต้องอาศัยความมุมานะและความพยายามถึง ดังที่โองการอัล กุรอานกล่าวว่า “เขากล่าวว่า หวังว่าพระเจ้าของพวกท่านจะทรงทำลายศัตรูของพวกท่านและจะทรงให้พวกท่านสืบช่วงแทนในแผ่นดิน” นบีมูซา(อ.) ได้ใช้คำว่า บางที, หวังว่า โองการอัล กุรอานจำนวนมากใช้คำว่า عسی บ่งบอกถึงเงื่อนไข ความสำเร็จ และชัยชนะจะบังเกิดขึ้นได้ต้องผ่านเงื่อนไขเท่านั้น ประเด็นดังกล่าวดูรายละเอียดได้จากโองการอัล กุรอานที่ 84 ซูเราะฮ์นิซาอ์ ตัฟซีรนะมูเนะฮ์ เล่มที่ 4 หน้า 35 ท้ายโองการนี้กล่าวว่า พระเจ้าจะทรงประทานความโปรดปรานนี้ให้กับพวกเจ้าและเสรีภาพที่หายไปก็จะนำกลับคืนสูพวกเจ้าอีกครั้งหนึ่ง แล้วพระองค์จะทรงดูว่าพวกเจ้าจะทำอย่างไร? หมายความว่า หลังจากได้รับชัยชนะแล้วช่วงเวลาของการทดสอบพวกเจ้าก็จะเริ่มขึ้น การทดสอบประชาชาติต่างๆ นั้นหมายถืงการชี้นำและอบรมสั่งสอน รายงานบทหนึ่งในหนังสือ อัลกาฟี รายงานจากอิมามบาเกร(อ.) ว่า ฉันได้พบเห็นในบันทึกของ อิมามอะลี(อ.) ว่า แท้จริงแผ่นดินเป็นของอัลลอฮ์(ซบ.) พระองค์จะทรงให้มันสืบทอดสำหรับปวงบ่าวที่พระองค์ทรงประสงค์ และบั้นปลายย่อมเป็นของผู้ยำเกรงทั้งหลาย ฉันและอะฮ์ลุลบัยต์ของฉันคือผู้ซึ่งอัลลอฮ์(ซบ.) ให้เราสืบทอดแผ่นดินและพวกเราคือผู้ยำเกรง โองการนี้อธิบายถึงบทบัญัติและกฎเกณฑ์โดยทั่วไป ดังที่ปัจจุบันแผ่นดินของพระองค์ก็ยังมีผู้ยำเกรงสืบทอดอยู่ โองการที่ 130 –131ซูเราะฮ์อะอ์รอฟ กล่าวว่า “และแน่นอนเราได้ลงโทษวงศ์วานของฟิรเอาน์ด้วยความแห้งแล้ง และขาดแคลนผลไม้ต่างๆ เผื่อว่าพวกเขาจะได้รำลึก ครั้นเมื่อความดีได้มายังพวกเขา พวกเขากล่าวว่า นี่คือสิทธิของเรา และหากความชั่วใดๆประสบแก่พวกเขา พวกเขาก็ถือเอานบีมูซาเป็นลางร้าย และเป็นผู้ที่ร่วมอยู่กับเขาด้วย พึงรู้เถิดว่า ที่จริงลางร้ายของพวกเขานั้นอยู่ที่อัลลอฮ์ ต่างหาก แต่ทว่าส่วนมากของพวกเขาไม่รู้” จากโองการนี้บอกถึงการทดสอบ หรือโทษทัณฑ์เพื่อให้ตื่นจากภวังค์ ซึ่งเป็นแบบฉบับของบรรดาศาสนทูตเสมอมาเพื่อท่านเหล่านั้นถูกเผชิญหน้ากับบรรดาผู้ดื้อรั้น อัลลอฮ์(ซบ.) ก็จะเตือนพวกเขาที่อหังกาโดยให้ประสบกับชตากรรมที่ยากลำบากสัญชาตญาณทางธรรมชาติจะได้ตื่นและได้รับรู้ว่าตัวเองไร้ความสามรถและอ่อนแอเพื่อจะได้เข้าใจถึงจุดกำเนิดและพระผู้สร้างที่ทรงปรีชาญาณ เริ่มโองการด้วยกับการกล่าวถึง ผู้ปฏิบัติตามฟิรเอาน์ว่าถูกลงโทษด้วยการให้ประสบกับความแห้งแล้งกันดารในโองการใช้คำว่า سنين เป็นพหูพจน์ของ سن หมายถึง ปี เมื่อใช้ร่วมกับคำว่า اخذ แปลว่าความทุกข์ยากจากภัยแล้งกันดารที่กำลังเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้คำว่า اخذه السنة (เอาปีของเขาไป) หมายถึง ปีที่แห้งแล้งซึ่งบ่งบอกได้ว่า ปีที่แห้งแล้งกันดารนั้นมีจำนวนน้อยกว่าปีทั่วไปโดยปกติถ้าปีในที่นี้หมายถึงปีปกติทั่วไปก็จะถือว่าไม่มีเนื้อหาอะไรใหม่ ดังนั้นมันหมายถึงหลายปีที่แห้งแล้งกันดารอย่างมาก คำว่า آل รากศัพท์เดิมของมันคือ اهل หมายถึง ผู้ที่ใกล้ชิด จะเป็นญาติที่ใกล้ชิด ผู้ร่วมงาน ผู้ร่วมแนวคิด หรือผู้ที่อยู่ใกล้ชิด อันที่จริงความแห้งแล้งกันดารได้ครอบคลุมพวกพ้องของฟิรเอาน์ทั้งหมด แต่โองการข้างต้นเอ๋ยถึงผู้ใกล้ชิด และเฉพาะพวกพ้องของเขาเท่านั้น เพื่อที่เตือนสติพวกเขา เพราะประชาชนอยู่ภายใต้การปกครองของพวกเขา และพวกเขาสามารถทำให้คนอื่นหลงทางและชี้นำทางที่ถูกต้องได้ ดังนั้นโองการข้างต้นจึงกล่าวถึงเฉพาะพวกเขาแม้ว่าบุคคลอื่นจะได้รับความความทุกข์ยากจากภัยแล้งไปด้วยก็ตาม จากเหตุการณ์นี้สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือคือภัยแล้งกันดารของอียิปต์ นับเป็นภัยอันร้ายแรงสำหรับพวกเขา เพราะอียิปมีแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์มีการทำเกษตรกรรมเป็นหลัก แต่ทว่าพวกพ้องของฟิรเอาน์ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดเพราะพวกเขาเป็นเจ้าของที่ดินจำนวนมาก ความแห้งแล้งดำเนินอยู่เป็นเวลาหลายปี ในโองการยังได้กล่าวถึง การขาดแคลนผลหมากรากไม้อีกด้วย เพราะหากความแห้งแล้งกันดารเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว คงไม่สร้างความเสียหายกับต้นไม้เท่าไรนัก แต่เมื่อเป็นระยะเวลานาน ต้นไม้ต่างๆก็ต้องตายหมด โองการที่ว่า “เผื่อว่าพวกเขาจะได้รำลึก” นั้นหมายความว่า เนื้อแท้แห่งเตาฮีดของอัลลอฮ์(ซบ.) อยู่ในจิตสำนึกของมนุษย์ตั้งแต่เริ่มแรก แต่เนื่องจากได้รับการอบรมไม่ถูกต้อง และอยู่ในสภาพแวดล้อมเสื่อมทราม จึงทำให้พวกเขาลืม แต่เมื่อไรก็ตามที่เขาตกอยู่ในสภาพทุกข์ยากก็จะทำให้เขานึกถึงพระเจ้าขึ้นมาในเบื้องลึกของจิตวิญญาณ ท้ายโองการที่ 94 ความว่า “เผื่อว่าพวกเขาจะได้นอบน้อม” มันเป็นบทนำสำหรับเรื่องอื่น เพราะมนุษย์จะต้องรำลึกได้เสียก่อนเป็นอันดับแรก แล้วถึงจะมีความนอบน้อมและยอมจำนนต่อพระเจ้าได้ จากเหตุการณ์ทดสอบดังกล่าวแทนที่วงศ์วานของฟิรเอาน์ จะได้บทเรียนและสำนึก แต่กลับตีความเข้าข้างตนนเองตามใจปรารถนา ครั้นเมื่อความดีมายังพวกเขา และพวกเขาอยู่อย่างสุขสบายดี พวกเขาก็จะกล่าวว่านี่คือสิทธิและคือความเหมาะสมสำหรับพวกเรา แต่เมื่อพวกเขาได้รับความยากลำบาก พวกเขาก็จะโทษนบีมูซา(อ.) และพวกพ้องของท่านว่าเป็นผู้ที่นำลางร้ายมาสู่พวกเขา ในโองการคำว่า يطيروا นั้นมาจากคำว่า تطير หมายถึงการเสี่ยงโชคออกมาไม่ดี รากศัพท์เดิมมาจากคำว่า طير ที่แปลว่า นก ซึ่งชาวอาหรับโบราณใช้นกเสี่ยงโชคนั่นเอง แต่อัล กุรอานให้คำตอบกับพวกเขาว่า “พึงรู้เถิดว่าที่จริงลางร้ายของพวกเขานั้นอยู่ที่อัลลอฮ์ ต่างหาก พระองค์ประสงค์ที่จะให้พวกเขาได้รับผลกรรมของพวกเขาเอง แต่ทว่า ส่วนมากของพวกเขาไม่รู้ สิ่งที่เป็นแง่คิดไม่เฉพาะกับกลุ่มชนของฟิรเอาน์เท่านั้น แต่หมายถึงกลุ่มชนใดๆ ก็ตามที่ยะโสอหังกา หลงลืมสัญชาตญาณดั้งเดิมของตนเอง หรือทำให้คนอื่นหลงลืม เมื่อพวกเขาประสบความสำเร็จได้รับความดีงาม ก็จะบอกว่า มันเป็นความเหมาะสมของพวกเขาอยู่แล้ว แต่เมื่อได้รับความทุกข์ยากลำบากก็จะโยนความเลวร้ายให้คนอื่นทั้งที่ตนเองเป็นต้นเหตุที่สำคัญ |
| Last Updated on Thursday, 22 July 2010 06:58 |













