| ซูเราะฮ์หุญุรอต โองการที่ 10 |
| Written by Administrator |
![]() “แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธานั้นเป็นพี่น้องกัน ดังนั้นพวกเจ้าจงไกล่เกลี่ยประนีประนอมกันระหว่างพี่น้องทั้งสองฝ่ายของพวกเจ้า และจงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด หวังว่าพวกเจ้าจะได้รับความเมตตา” สาระศึกษา
1. โองการนี้ถือว่าผู้ศรัทธาคือพี่น้องกัน ซึ่งมีนัยต่าง ๆ แฝงอยู่ดังนี้ - พี่น้องจะรวมกันเพื่อเผชิญกับผู้แปลกหน้า - มิตรภาพระหว่างพี่น้องนั้นลึกซึ้ง - ปัจจุบันจะใช้คำว่า เพื่อน , มิตร , เพื่อนร่วมชาติ ฯลฯ เพื่อ แสดงออกถึงความรักความผูกพัน แต่อิสลามใช้คำว่า พี่น้อง ซึ่งเป็นคำที่ลึกซึ้งที่สุด - มิตรภาพระหว่างพี่น้องนั้นเป็นมิตรภาพที่มีให้กันและกัน - มีรายงานซึ่งได้เปรียบเปรยพี่น้องร่วมศาสนาว่า เหมือนดั่งมือ ทั้งสองที่ช่วยล้างซึ่งกันและกัน ( มะฮัจญะตุลบัยฎออ์) 2. โองการนี้และโองการก่อนหน้านี้ กล่าวเน้นประโยค “จงไกล่เกลี่ย” ซ้ำถึง 3 ครั้ง ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการให้ความสำคัญของอิสลามในประเด็นสันติภาพ 3. เนื่องจากการทะเลาะเบาะแว้งในหมู่มุสลิมนำไปสู่ความโกรธเคืองกัน , การไม่เข้าใจกัน , การแก้แค้น ปัญหาความแตกแยกที่เกิดขึ้น อัล กุรอานจึงกล่าวประโยค “ จงไกล่เกลี่ย , จงประนีประนอม , จงมีความเที่ยงธรรม , อัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงรักผู้ที่มีความเที่ยงธรรม , ความเป็นพี่น้องกัน , พี่น้องทั้งสองฝ่ายพวกเจ้า , จงยำเกรง และ จะได้รับความเมตตา เพื่อบรรเทาผลที่เกิดจากการทะเลาะเบาะแว้ง สารที่ได้รับจากโองการนี้ 1. ความเป็นพี่น้องกันนั้นซ่อนอยู่ในการมีศรัทธา ซึ่งเศรษฐกิจ , การเมือง , เผ่าพันธ์ , ภูมิศาสตร์ , ประวัติศาสตร์ และ ฯลฯ มิอาจสร้างจิตวิญญาณของการเป็นพี่น้องกันให้เกิดขึ้นได้) 2. ความพี่น้องบนบรรทัดฐานของศรัทธา ไม่จำกัด เวลา , อายุ , อาชีพและสถานที่เฉพาะ 3. ต่างก็ถือว่าตนไม่ได้เหนือกว่าผู้อื่น ( ใช่แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่าง พ่อแม่และลูก ๆ ย่อมมีความเหนือกว่ากัน แต่ระหว่างความเป็นพี่น้องนั้นเท่าเทียมกัน) 4. เพื่อสร้างสันติภาพ การปรองดอง ต้องเลือกใช้คำที่บ่งบอกถึงความรัก ความห่วงใย 5. สันติภาพเป็นข้อบังคับสำหรับมุสลิมทุกคน ไม่จำกัดเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น 6. ผู้ที่เข้ามาไกล่เกลี่ยก็คือพี่น้องของทั้งสองฝ่าย โองการกล่าวว่า ( ระหว่างพี่น้องทั้งสองฝ่ายของพวกเจ้า) 7. การประนีประนอม และการปรองดองอาจมีสิ่งที่ไม่ดีแฝงเข้ามา (เช่น การโอ้อวด , การคาดหวัง , การกดขี่ , การทวงบุญคุณ หรืออื่น ๆ ) ฉะนั้นต้องระมัดระวัง โองการจึงกล่าวต่อว่า (และจงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด) 8. สังคมที่มีการทะเลาะวิวาทย่อมเป็นสังคมที่ถูกกีดกันจากความเมตตาของอัลลอฮ์ (ซบ.)โองการกล่าวว่า (หวังว่าพวกเจ้าจะได้รับความเมตตา) 9. การประนีประนอม เป็นปฐมบทของการได้รับความเมตตาจากอัลลอฮ์ (ซบ.) ความเป็นพี่น้องกัน 1. ความโดดเด่นหนึ่งของศาสนาอิสลามคือ การประนีประนอมเริ่มจากรากฐานที่แข็งแกร่ง เช่นพระองค์ทรงตรัสว่า : “แท้จริงอำนาจทั้งหมดนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์” (ซูเราะฮ์ยูนุส โองการที่ 65) ในเมื่ออำนาจทั้งหมดเป็นของอัลลอฮ์ (ซบ.) แล้วจะต้องไขว่คว้าและแสวงหาอำนาจจากที่แห่งอื่นอีกเล่า หรือที่พระองค์ทรงตรัสว่า : “ แท้จริงพลังความสามารถทั้งหมดเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์” (ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 165) ในเมื่อพลังความสามารถทั้งหมดเป็นของอัลลอฮ์ แล้วเราจะเฝ้ารอพลังความสามารถจากใครอีกเล่า ในโองการที่ 10 นี้ก็กล่าวเช่นกันว่า ผู้ศรัทธาทั้งหมดเป็นพี่น้องกัน แล้วตรัสต่ออีกว่า ในเมื่อเป็นพี่น้องกันแล้วจะมาทะเลาะกันเพื่ออะไร ? ดังนั้นจะรักใคร่กันเถิด ด้วยเหตุนี้การปรับปรุงปัจเจกบุคคลและสังคม จำเป็นต้องปรับปรุงบรรทัดฐานทางความคิดและความเชื่อก่อนแก้ไขความประพฤติของพวกเขา 2. อิสลามเป็นศาสนาที่เริ่มคิดค้นนโยบายความเป็นพี่น้องกันและเลือกใช้คำนี้ ในช่วงแรกของอิสลามท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) พร้อมเหล่าสาวก 700 คน อยู่ที่เมืองนุคอยละฮ์ ขณะนั้นเองญิบรออีลลงมาแล้วกล่าวว่า : “อัลลอฮ์ (ซบ.) ได้ทำให้เหล่ามะลาอิกะฮ์เป็นพี่น้องกัน ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จึงให้เหล่าสาวกของท่านจับคู่กันเพื่อความเป็นพี่น้อง เช่น ท่านอะบูบักร์จับคู่เป็นพี่น้องกันกับท่านอุมัร , ท่านอุษมานกับท่านอับดุรเราะห์มาน , ท่านซัลมานกับท่านอะบูซัร , ท่านฏอลหะฮ์กับท่านซุเบร , ท่านญะอ์ฟัรฏอยยารกับท่านมะอาษ บิน ญะบัล , ท่านมิกดาดกัลท่านอัมมาร , พระนางอาอิชะฮ์กับพระนางฮัฟเซาะฮ์ , พระนางอุมมุสสะลามะฮ์กับพระนางศอฟียะฮ์ และท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) กับท่านอิมามอะลี (อ.) ( บิฮาร เล่ม 38 หน้า 335) ในสงครามอุฮุด ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้รับสั่งให้ชะฮีดสองคน (อับดุลลอฮ์ บิน อุมัร และอุมัร บิน ญุมูห์) ฝังในสุสานเดียวกัน ซึ่งทั้งสองเคยจับคู่เป็นพี่น้องกัน (ชัรห์ อิบนิ อะบิลฮะดีด เล่ม 14 หน้า 214 , บิฮาร เล่ม 20 หน้า 121) 3. วันหนึ่งความเป็นพี่น้องกันทางสายเลือดจะถูกตัดขาดลง “ดังนั้นจะไม่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติระหว่างพวกเขาในวันนั้น” (ซูเราะฮ์มุอ์มิน โองการที่ 101) แต่ความเป็นพี่น้องร่วมศรัทธาจะยังคงดำเนินต่อไปแม้กระทั่งในวันกิยามะฮ์ “เป็นพี่น้องกัน โดยพำนักอยู่บนเตียงหันหน้าเข้าหากัน” (ซูเราะฮ์หิจร์ โองการที่ 47)
4. ความเป็นพี่น้องกันระหว่างสตรีผู้ศรัทธาก็มีเช่นกัน ดังที่มีปรากฏในอัล กุรอาน ซึ่งใช้คำว่า “อิควะฮ์” (พี่น้อง) กับสตรีเช่นกัน ว่า : “แต่ถ้าพวกเขาเป็นพี่น้องหลายคนทั้งชายและหญิง”(ซูเราะฮ์นิซาอ์ โองการที่ 176) 5. ต้องเป็นพี่น้องกันเพื่ออัลลอฮ์ (ซบ.) เท่านั้น หากใครก็ตามที่เป็นพี่น้องกันเพื่อทางโลก ในวันกิยามะฮ์พวกเขาจะกลายเป็นศัตรู(บิฮาร เล่ม 74 หน้า 167) อัล กุรอานกล่าวว่า : “ในวันนั้นบรรดามิตรสหายจะเป็นศัตรูกัน นอกจากบรรดาผู้ยำเกรง (อัลลอฮ์)” (ซูเราะฮ์ซุครุฟ โองการที่ 67) 6. สิ่งที่สำคัญกว่าการมีเพื่อน นั่นก็คือการรักษาความเป็นเพื่อนไว้ มีรายงานตำหนิผู้ที่ทิ้งเพื่อนผู้มีศรัทธาและกำชับอีกว่า หากพี่น้องผู้ศรัทธาออกห่างจากท่าน ท่านก็จงไปมาหาสู่เขาเถิด (บิฮาร เล่ม 78 หน้า 71) 7. มีรายงานว่า : “จงให้ความสนใจเพื่อนร่วมศาสนาที่คบค้าสมาคมกันมานาน หากพบความบกพร่องในพวกเขา ก็จงอดทนเถิด และหากท่านต้องการที่จะหาเพื่อนที่ไม่มีความบกพร่อง ท่านก็จะไม่มีเพื่อนเลย( มีซานุลฮิกมะฮ์ ) 8. มีรายงานกล่าวถึงผู้ที่แก้ไขปัญหาของเพื่อนร่วมศาสนา เขาจะได้รับรางวัลที่ยิ่งใหญ่ จนถึงขนาดที่มีรายงานว่า : หากบุคคลใดแก้ไขปัญหาของเพื่อนผู้ศรัทธา อัลลอฮ์ (ซบ.) จะทรงตอบรับความต้องการของเขาถึงหนึ่งแสนความต้องการ ( มีซานุลฮิกมะฮ์ ) 9. อิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า : ผู้ศรัทธาคือพี่น้องของผู้ศรัทธา เปรียบดังที่หากส่วนหนึ่งส่วนใดของเรือนร่างได้รับความเจ็บปวด ส่วนอื่น ๆ ของร่างกายทั้งหมดก็เจ็บปวดไปด้วย (อัลกาฟี เล่ม 2 หน้า 133) สิทธิระหว่างพี่น้อง 1. ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ดำรัสว่า : มุสลิมมีสิทธิต่อพี่น้องร่วมศรัทธาของเขาถึง 30 สิทธิที่จะต้องมอบให้ซึ่งกันและกัน เช่น : 1. การให้อภัยและความเมตตา 2.การเก็บความลับ 3. การทดแทนความผิดพลาด 4. การยอมรับการขอโทษ 5. ปกป้องเมื่อมีผู้ปองร้าย 6. ประสงค์ดี 7. ทำตามสัญญา 8. เยี่ยมเยียนยามป่วยไข้ 9. ร่วมพิธีฝังศพ 10. รับคำเชิญและของขวัญ 11. ตอบแทนของขวัญที่ได้รับ 12. ขอบคุณเมื่อได้รับความโปรดปรานจากเพื่อนร่วมศรัทธา 13. พยายามให้การช่วยเหลือ 14. ปกปิดสิ่งไม่ดีของเขา 15. ให้ในสิ่งที่เขาต้องการ 16. เป็นธุระให้เพื่อแก้ไขปัญหา 17. ช่วยหาของที่หายไป 18. กล่าวคำรับเมื่อเขาจาม 19. ตอบรับการให้สลามของเขา 20. ให้เกียรติต่อคำพูดของเขา 21. ให้ของขวัญที่ดีแก่เขา 22. ยอมรับคำสาบานของเขา 23. รักเพื่อนของเขาและอย่าเป็นศัตรูกับเขา 24. อย่าปล่อยให้เขาเผชิญกับปัญหาตามลำพัง 25. จงให้สิ่งที่ตัวเองต้องการแก่เขา และ ฯลฯ (บิฮาร เล่ม 74 หน้า 236 ) มีฮะดีษอีกบทหนึ่งว่า : หลังจากที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) อ่านโองการ “แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธานั้นเป็นพี่น้องกัน” ท่านก็ดำรัสว่า :เลือดของมุสลิมมีความทัดเทียมกัน หากมีใครให้คำมั่นสัญญาสิ่งหนึ่งไว้ ทั้งหมดต้องร่วมกันรักษาสัญญาอันนั้น เช่น หากมีมุสลิมคนหนึ่งสัญญาว่าจะให้ความปลอดภัยและที่พักพิงแก่ผู้หนึ่ง มุสลิมทั้งหมดก็ต้องช่วยกันรักษาสัญญานี้ไว้และทั้งหมดต้องร่วมกันเผชิญหน้ากับศัตรูอย่างเป็นปึกแผ่น (ตัฟซีรกุมมี เล่ม 1 หน้า 73) - อิมามอะลี (อ.) กล่าวแก่กุเมลว่า : หากเจ้าไม่รักพี่น้องของเจ้า เขาไม่ใช่พี่น้องของเจ้า ( ตุฮะฟุลอุกูล หน้า 171) - มนุษย์ผู้สมบูรณ์สามารถมุ่งสู่ระดับเอาลิยาของพระองค์ได้ “ ซัลมานมาจากเราอะฮ์ลุลบัยต์” และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาไม่อาจเข้าสู่อาณาบริเวณนั้นได้เลย ดังที่พระองค์ตรัสกับบุตรของศาสดานูห์ (อ.) ว่า “แท้จริงเขาหาใช่ผู้หนึ่งจากครอบครัวของเจ้าไม่” (ซูเราะฮ์ฮูด โองการที่ 46) พี่น้องที่ดีที่สุด มีรายงานที่พรรณนาถึงคุณสมบัติของพี่น้องที่ดีที่สุดไว้ ดังนี้ : “พี่น้องที่ดีที่สุดของเจ้าคือ ผู้ที่ห่วงใย หวังดีต่อเจ้า
เขาจะนำพาเจ้าสู่การภักดีพระผู้เป็นเจ้าแม้จะด้วยวิธีการที่ไร้มารยาท
เขาจะช่วยแก้ปัญหาของเจ้า
เขาจะเป็นมิตรกับเจ้าเพื่ออัลลอฮ์ (ซบ.)
การปฏิบัติตนของเขาทำให้เจ้าก้าวหน้า
คำพูดของเขาทำให้ความรู้เจ้าเพิ่มพูน
เขาจะไม่เสาะหาข้อบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเจ้า
เขาจะคอยห้ามเจ้าไม่ให้ตกอยู่ในห้วงอารมณ์ใฝ่ต่ำ
เขาจะคอยตักเตือนเจ้าหากเห็นข้อบกพร่อง” (หนังสือมีซานุลฮิกมะฮ์ )
สันติภาพและการประนีประนอมในอัล กุรอาน โองการนี้กล่าวว่า บรรดาผู้ศรัทธาเป็นพี่น้องกัน ดังนั้นจงสร้างสันติภาพและการประนีประนอมระหว่างพวกเขา ฉะนั้นเราจะขอกล่าวถึงประเด็นการประนีประนอมดังต่อไปนี้ : อัล กุรอานใช้คำว่า “ศุลห์” وَالصُّلْحُ خَيْرٌ “และการประนีประนอมนั้นเป็นสิ่งดีกว่า” (ซูเราะฮ์นิซาอ์ โองการที่ 128) , คำว่า“อิศลาห์” إِنْ يُرِيدَا إِصْلاحًا يُوَفِّقِ اللَّهُ بَيْنَهُمَا “หากทั้งสองปรารถนาให้มีการประนีประนอมกันแล้ว อัลลอฮ์ก็จะทรงให้ความสำเร็จในระหว่างทั้งสอง” (ซูเราะฮ์นิซาอ์ โองการที่ 35) และ وَأَصْلِحُوا ذَاتَ بَيْنِكُمْ “และจงปรับปรุงความสัมพันธ์” (ซูเราะฮ์อันฟาล โองการที่ 1), คำว่า “ซิลม์” ادْخُلُوا فِي السِّلْمِ كَافَّةً “ทั้งหมดจงเข้าสู่ความสันติ” (ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 208) ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าอิสลามให้ความสำคัญกับสันติภาพ การประนีประนอมและการดำรงชีวิตอย่างสงบสุขมากเพียงใด
ความสำคัญของการประนีประนอม 1. ความโปรดปรานหนึ่งที่อัลลอฮ์ (ซบ.) ตรัสไว้ในอัล กุรอาน คือ “ขณะที่พวกเจ้าเคยเป็นศัตรูต่อกันแล้วพระองค์ได้ทรงประสานหัวใจของพวกเจ้า” (ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน โองการที่ 103) เหมือนดังที่ระหว่างเผ่าเอาส์และค็อซรอจเป็นศัตรูกันมายาวนานถึง 120 ปี แต่อิสลามมาทำให้พวกเขาประนีประนอมซึ่งกันและกัน 2. การประนีประนอม คือซะกาตแห่งเกียรติ และเป็นเหตุแห่งการได้รับความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้า “และหากพวกเจ้าประนีประนอมกัน และมีความยำเกรงแล้ว แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ” (ซูเราะฮ์นิซาอ์ โองการที่ 129) ผู้ใดก็ตามที่เป็นสื่อกลางให้ระหว่างมุสลิมมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เขาผู้นั้นจะได้รับรางวัลที่คู่ควรยิ่ง “ผู้ใดที่เป็นสื่อให้การอนุเคราะห์ที่ดีงาม เขาก็จะมีส่วนร่วมได้รับสิ่งนั้น” (ซูเราะฮ์นิซาอ์ โองการที่ 85) 3. อิสลามมีบทบัญญัติเฉพาะเกี่ยวกับการประนีประนอม เช่น : - การพูดโกหกที่ถือว่าเป็นบาปใหญ่ หากพูดโกหกไปเพื่อให้เกิดการประนีประนอมกันนั้นไม่ถือว่าเป็นบาป (บิฮาร เล่ม 69 หน้า 242)
- การพูดกระซิบกระซาบซึ่งถือเป็นการกระทำของชัยฏอน และก่อให้เกิดปัญหาขึ้นซึ่งได้ถูกห้ามไว้ในกรณีนี้ (ซูเราะฮ์มุญาดะละฮ์ โองการที่ 10) แต่หากทำไปเพื่อให้เกิดการประนีประนอมก็ไม่ถือว่าเป็นบาป “ไม่มีความดีใด ๆ ในการพูดซุบซิบอันมากมายของพวกเขา นอกจากผู้ที่ใช้ให้ทำทานหรือให้ทำสิ่งที่ดีงาม นอกจากผู้ที่ใช้ให้ทำงานหรือให้ทำสิ่งที่ดีงาม หรือให้ประนีประนอมระหว่างผู้คนเท่านั้น” (ซูเราะฮ์นิซาอ์ โองการที่ 114) - เป็นข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตามคำสาบานและการละเมิดนั้นถือเป็นข้อต้องห้าม (ฮะรอม) แต่หากใครก็ตามที่สาบานว่าจะไม่เป็นผู้คอยประนีประนอมระหว่างผู้ศรัทธา อิสลามถือว่าอนุญาตให้ละเมิดคำสาบานนี้ “และพวกเจ้าจงอย่าอ้างอัลลอฮ์ในคำสาบานของพวกเจ้า เพื่อเป็นอุปสรรคแก่การจะกระทำความดีและความยำเกรง และในการที่พวกเจ้าจะประนีประนอมระหว่างผู้คนและอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้” (ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 224 ) มีในตำราตัฟซีรที่กล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างคู่บ่าวสาวหนึ่งจากสาวกของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จนทำให้พ่อของเจ้าสาวสาบานว่าจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวเรื่องความขัดแย้งนั้น โองการดังกล่าวจึงถูกประทานลงมาว่าจงอย่าให้คำสาบานมาเป็นสิ่งขวางกั้นการกระทำความดี ความยำเกรงและการประนีประนอม - เป็นข้อบังคับที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งเสีย และการละทิ้งคำสั่งเสียนั้นถือเป็นข้อต้องห้าม (ฮะรอม) แต่หากปฏิบัติตามคำสั่งเสียแล้วทำให้เกิดความขัดแย้งเกิดขึ้น อิสลามอนุญาตให้ละทิ้งคำสั่งเสียนั้น เพื่อให้เกิดการประนีประนอมระหว่างผู้ศรัทธา “แล้วผู้ใดเกรงว่า ผู้ทำพินัยกรรมมีความไม่เป็นธรรม (โดยไม่รู้) หรือกระทำความผิด ก็ให้เขาประนีประนอมในระหว่างพวกเขา โดยไม่ถือว่ามีความผิดใดแก่เขา แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัยผู้ทรงเมตตาเสมอ” (ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 182) - ทั้งที่ห้ามหลั่งเลือดมุสลิม แต่หากมุสลิมกลุ่มหนึ่งล่วงละเมิดและสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้น อิสลามอนุญาตให้ประหารผู้ละเมิดนั้นเพื่อให้เกิดสันติภาพและการความสงบขึ้นในสังคม “พวกเจ้าจงรบกับฝ่ายที่ฉ้อฉล” (ซูเราะฮ์หุญุรอต โองการที่ 9) อุปสรรคในการสร้างสันติภาพและการประนีประนอม
1. อัล กุรอานและฮะดีษต่าง ๆ กล่าวถึงสิ่งขัดขวางสันติภาพและการประนีประนอมไว้หลายประการ เช่น - ชัยฏอน อัล กุรอาน กล่าวว่า : “โอ้บรรดาผู้ศรัทธา จงเข้าสู่ความสันติอย่างพร้อมเพรียงกัน และจงอย่าทำตามแนวทางของชัยฏอน” (ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 208) และกล่าวในอีกโองการหนึ่งว่า : “ที่จริงชัยฏอนนั้นเพียงต้องการที่จะให้เกิดการเป็นศัตรูกันและการเกลียดชังกันระหว่างพวกเจ้า” (ซูเราะฮ์มาอิดะฮ์ โองการที่ 91) - การหลงใหลในทรัพย์สินและความตระหนี่ “และการประนีประนอมนั้นเป็นสิ่งดีกว่า (ถึงแม้ว่าในการนี้) จิตใจทั้งหลายมีความตระหนี่” (ซูเราะฮ์นิซาอ์ โองการที่ 128) - ความทนงตนและเย่อหยิ่ง ก็เป็นตัวขัดขวางสันติภาพและการประนีประนอมได้เช่นกัน การกระทำที่จะได้รับความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้า เราจะเห็นได้ว่าในอัล กุรอานมีประโยค “เผื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความเมตตา” ซึ่งชี้ให้เห็นว่า อัล กุรอาน ให้ความสำคัญในประเด็นนี้ และเราจะขอกล่าวถึงการกระทำบางอย่างที่จะทำให้ได้รับความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้า ดังนี้ : - การปฏิบัติตามอัลลอฮ์ ศาสนทูตและคัมภีร์ “และพวกเจ้าจงเชื่อฟังอัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความเมตตา” (ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน โองการที่ 132) และ “และนี้คือคัมภีร์ที่มีความจำเริญซึ่งเราได้ให้คัมภีร์ลงมายังเจ้าจงปฏิบัติตามคัมภีร์นั้นเถิด และจงยำเกรง เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความกรุณาเมตตา” (ซูเราะฮ์อันอาม โองการที่ 155) - การนมาซและจ่ายซะกาต “และพวกเจ้าจงดำรงการนมาซ จงบริจาคซะกาต และจงเชื่อฟังปฏิบัติตามศาสนทูต เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับควาเมตตา” (ซูเราะฮ์นูร โองการที่ 56) - การประนีประนอมระหว่างผู้ศรัทธา “ดังนั้นพวกเจ้าจงไกล่เกลี่ยประนีประนอมกันระหว่างพี่น้องทั้งสองฝ่ายของพวกเจ้า และจงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด เผื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความเมตตา” (ซูเราะฮ์ฮุญุรอต โองการที่ 10) - การขออภัยโทษและการกลับเนื้อกลับตัว “ทำไมพวกท่านจึงไม่ขออภัยต่ออัลลอฮ์เผื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความเมตตา” (ซูเราะฮ์นัมล์ โองการที่46) - การสดับรับฟังการอ่านอัล กุรอาน “และเมื่ออัล กุรอานถูกอ่านขึ้น ก็จงสดับฟังอัล กุรอานนั้นเถิด และจงนิ่งเงียบ เผื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความเมตตา” (ซูเราะฮ์อะอ์รอฟ โองการที่ 204) การกระทำที่จะได้รับความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าในฮะดีษ
ฮะดีษต่าง ๆ มากมายจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และอะฮ์ลุลบัยต์ซึ่งเป็นสิ่งเคียงคู่กับอัล กุรอานตลอดกาล ได้กล่าวถึงการกระทำที่จะได้รับความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าไว้หลายประการ เช่น : - การเยี่ยมเยียนผู้ศรัทธา “ใครก็ตามที่เยี่ยมเยียนผู้ศรัทธา เขาจะได้รับความเมตตาอย่างท่วมท้น” (วะซาอิล เล่ม 2 หน้า 415) - ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ด้อยโอกาส “ จงเมตตาแก่ผู้ด้อยโอกาสของพวกท่าน แล้วพวกท่านจะได้รับความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้า” (มุสตัดร็อก เล่ม 9 หน้า 54) - การวิงวอนขอพร , การนมาซ , การพูดจานิ่มนวล , การให้สลามด้วยการจับมือกับผู้ศรัทธา (วะซาอิล เล่ม 7 หน้า 31) - การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ผู้คน “หากมีผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อนมาหาให้พวกท่านช่วยแก้ปัญหา ก็จงอย่าปฏิเสธพวกเขา เพราะพวกเขาก็ความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า” (กาฟี เล่ม 2 หน้า 206) |





