| รางวัลของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) |
|
|
|
| Written by Administrator |
| Monday, 25 January 2010 03:49 |
|
จากภารกิจของการเผยแพร่ศาสนาเลยจากประชาชาติของท่าน นอกจากรางวัลที่ได้รับมาจากพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) เท่านั้น กล่าวคือโองการต่างๆเหล่านี้ได้บอกถึงเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของการเผยแพร่ศาสนาของบรรดาศาสดา แต่ทว่ากรณีของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) มีอยู่สองกรณีซึ่งแตกต่างจากศาสดาท่านอื่นๆ
ซึ่งถือเป็นข้อยกเว้น แต่ทั้งสองกรณีที่แตกต่างออกไปนั้นย่อมมีเหตุผลของความแตกต่างโดยจะได้กล่าวต่อไป ดังนั้นโองการ “มะวัดดะตะฟิ้ลกุรบา”ถือเป็นโองการที่สำคัญที่สุดในหัวข้อที่กล่าวมาข้างต้น และมีเหตุผลเฉพาะตัวที่ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ได้ให้ความสำคัญต่อ “มะวัดดะตะฟิ้ลกรุบา”เป็นพิเศษ ซึ่งบรรดาอุละมาอ์ได้มีทัศนะมากมายที่แตกต่างกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ ด้วยเหตุนี้เราจะได้อธิบายถึงโองการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับโองการ “มะวัดดะตะฟิ้ลกรุบา”และรวมถึงฮะดีษต่างๆที่ได้พูดถึงโองการ “มะวัดดะตะฟิ้ลกรุบา” องค์อัลลอฮ์(ซบ.)ทรงมีความกรุณาปรานีต่อมนุษยชาติอย่างแท้จริงโดยที่พระองค์มิได้สร้างมนุษย์ขึ้นมาแล้วปล่อยให้มนุษย์ดำเนินชีวิตเพียงลำพัง แต่ทว่าพระองค์ได้ทรงประทานและส่งศาสดาลงมาเพื่อให้มวลมนุษย์หลุดพ้นจากความมืดมนแห่งความโง่เขลาเข้าสู่ธรรมชาติดั้งเดิมตามหลักการของพระองค์ ด้วยเหตุนี้เราจะเห็นได้ว่าทุกยุคทุกสมัยทุกประชาชาติย่อมมีศาสดาของตนเองมาเพื่อชี้นำ และบรรดาศาสดาเหล่านั้นก็มิเคยขอรางวัลหรืออามิดสินจ้างใดๆต่อการเผยแพร่สารธรรมแห่งองค์อัลลอฮ์เพื่อตนเองเลย ด้วยเหตุนี้บรรดาศาสดาอาทิเช่น ท่านศาสดานูฮ์(อ.),ศาสดาฮูด(อ.),ศาสดาซอลิฮ์(อ.),และศาสดาชูเอ็บ(อ.) ล้วนได้ประกาศอย่างเดียวกันว่า “และข้ามิได้ขอค่าตอบแทนใดในการนี้(เผยแพร่ศาสนา)จากพวกเจ้า ค่าตอบแทนของข้ามิได้มาจากผู้ใดนอกจากพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก” ( ซูเราะฮ์ที่ 26 อัชชุอะรออ์ โองการที่ 109 ) ทำนองเดียวกันนี้ ในซูเราะฮ์อัชชุอะรออ์ โองการที่ 127,145,164และ180 ต่างได้ประกาศจุดยืนเดียวกันของบรรดาศาสดาว่าไม่ขอรางวัลใดๆในการเผยแพร่ศาสนาจากประชาชาติของท่านเลยแต่พวกท่านปรารถนาที่จะได้รับรางวัลนั้นจากองค์อัลลอฮ์(ซบ.)เพียงพระองค์เดียว นั้นย่อมบ่งบอกถึงความบริสุทธิ์ที่มีต่อองค์อัลลอฮ์(ซบ.)ในการปฏิบัติภาระหน้าที่ๆได้รับมอบหมายมาจากพระองค์ทั้งสิ้น สิ่งที่น่าพิจารณายิ่งในหัวข้อนี้คือ “ทำไมโองการอัล กุรอานที่เกี่ยวกับรางวัลที่มอบให้แก่ศาสดายุคก่อน ๆ กับท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) จึงมีความแตกต่างกันซึ่งเราจะได้อธิบายต่อไป” 1. ทำไมการเผยแผ่ศาสนาและสารธรรมต้องปราศจากรางวัล? อย่างที่เคยกล่าวไว้ข้างต้นว่าบรรดาศาสดาได้รับพระบัญชาแห่งพระผู้เป็นเจ้าให้มาประกาศศาสนาและสารธรรมโดยปราศจากการเรียกร้องรางวัลใดๆจากประชาชาติของท่าน อาทิเช่นท่านศาสดาฮูด(อ.) ได้ประกาศเจตนารมณ์ของการเผยแพร่ศาสนาต่อประชาชาติของท่านว่า โอ้ประชาชาติของข้า ! ข้ามิได้ขอรางวัลใดๆในการนี้(เผยแพร่ศาสนา)จากพวกเจ้าเลย รางวัลของข้าอยู่ที่พระองค์ผู้ทรงให้กำเนิดข้า พวกเจ้าไม่ใช้ปัญญาไตร่ตรองหรอกหรือ? ( ซูเราะฮ์ที่ 11 ฮูด โองการที่ 51 ) ท่านศาสดานูฮ์(อ.)ก็ได้กล่าวแก่ประชาชาติของท่านไว้เช่นกันว่า ดังนั้นหากพวกเจ้าผินหลังให้ ข้ามิได้ขอรางวัลใดๆจากพวกเจ้าเลย แต่รางวัลของข้านั้นอยู่ ณ องค์อัลลอฮ์(ซบ.) และข้าถูกบัญชามาให้เป็นหนึ่งจากมวลผู้ยอมสวามิภักดิ์ ( ซูเราะฮ์ที่ 10 ยูนุส โองการที่ 72 ) หลังจากเรานี้จะกล่าวถึงเหตุผลที่ว่าทำไมบรรดาศาสดาถึงได้ถูกบัญชาให้เผยแผ่ศาสนาและสารธรรมของพระองค์โดยปราศจากการขอรางวัลหรืออามิดสินจ้างใดๆจากมนุษยชาติ ? ซึ่งย่อมมีคำถามตามมาอีกว่าแล้วรางวัลของการเผยแผ่ศาสนาและสารธรรมแห่งพระผู้เป็นเจ้าสำหรับบรรดาศาสดาคืออะไร? อัล กุรอานได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ ซึ่งหากพิจารณาอย่างลึกซึ้งก็จะเข้าใจถึงเหตุผลและคำตอบของคำถามเหล่านี้ดังสามารถที่จะกล่าวเป็นข้อๆดังนี้คือ 1.1 ในซูเราะฮ์อัล-อันอาม โองการที่ 90 องค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ได้ทรงกำชับท่านศาสดาถึงเรื่องรางวัลของการเผยแพร่ศาสนาและสารธรรมว่า “พวกเขาหล่านั้นเป็นผู้ที่องค์อัลลอฮ์ได้ทรงชี้นำแล้ว ดังนั้นด้วยการชี้นำของพวกเขา เจ้าจงเจริญรอยตามเถิด จงกล่าวเถิด (โอ้มุฮัมมัด)ว่า ข้ามิได้ขอรางวัลใดๆจากพวกเจ้าเลย(ต่อการเผยแพร่อัล กุรอาน)เพราะอัล กุรอานนั้นหาใช่สิ่งใดไม่นอกจากเป็นคำตักเตือนแก่ประชาชาติทั้งมวลเท่านั้น “ กล่าวคือโองการนี้ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่าท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) เป็นผู้ตักเตือนและผู้สอนแก่มวลมนุษยชาติทั้งหมด มิใช่เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ ด้วยเหตุนี้ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) ย่อมมิอาจจะขอรางวัลจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้เลย 1.2 เมื่อบรรดาศาสนทูตได้ถูกส่งลงมาจากพระผู้เป็นเจ้าเพื่อการชี้นำมนุษยชาติโดยอยู่บนพื้นฐานแห่งความโปรดปรานของพระองค์ ด้วยเหตุผลนี้รางวัลและค่าตอบแทนแห่งการเผยแพร่ศาสนาและสารธรรมก็ย่อมเป็นหน้าที่ของพระผู้เป็นเจ้าที่จะต้องประทานให้ มิใช่เป็นหน้าที่ของมวลมนุษยชาติ ดังมีปรากฏในซูเราะฮ์อัชชุอะรออ์ โองการที่ 109 ว่า : “และข้ามิได้ขอค่าตอบแทนใดในการนี้(เผยแพร่ศาสนา)จากพวกเจ้า ค่าตอบแทนของข้ามิได้มาจากผู้ใดนอกจากพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก” 1.3 การชี้นำมวลมนุษยชาติเป็นหน้าที่ๆสำคัญยิ่งซึ่งบรรดาศาสดาล้วนตระหนักดีถึงภาระอันใหญ่หลวงที่ได้ถูกมอบหมายมา ด้วยเหตุนี้พวกท่านจึงอดทนต่อความลำบากความลำเค็ญ หรือบางครั้งต้องอุทิศชีวิตของพวกท่านก็ตาม เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายของการเผยแผ่ศาสนา ดังที่ศาสดามูซา(อ.) ครั้งหนึ่งรู้สึกอึดอัดและเจ็บปวดจากการกลั่นแกล้งและถูกทำร้ายโดยประชาชาติของท่านเอง ท่านถึงกับกล่าวติเตียนต่อประชาชาติของท่านว่า “โอ้ประชาชาติทำไมพวกเจ้าจึงได้ทำร้ายกลั่นแกล้งข้านักทั้งๆที่พวกเจ้าก็รู้ดีว่าข้าเป็นศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ที่ถูกส่งมาเพื่อชี้นำพวกเจ้า “ ดังโองการซูเราะฮ์ที่อัลซ็อฟ โองการที่ 5 “ และจงรำลึกเถิด ครั้งเมื่อมูซาได้กล่าวแก่ประชาชาติของเขาว่า โอ้ประชาชาติของข้า ทำไมพวกเจ้าถึงทำร้ายข้าทั้งๆที่แท้จริงพวกเจ้าก็รู้ดีว่า “แท้จริงข้าเป็นศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ที่ถูกส่งมายังพวกเจ้า ครั้นเมื่อพวกเขาได้หันเหไป(ออกจากทางนำ) อัลลอฮ์ก็ทรงทำให้หัวใจของพวกเขาหันเหไป และอัลลอฮ์ไม่ทรงชี้นำทางแก่มวลผู้ฝ่าฝืน” 1.4 อีกเหตุผลหนึ่งที่ถือว่าสำคัญยิ่ง ต่อการไม่ขอรางวัลใดๆในการเผยแผ่ศาสนาของบรรดาศาสดา คือ เพื่อปกป้องสถานภาพอันสูงส่งและรักษาเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของศาสดาเองรวมถึงขจัดมลทินจากคำครหาต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้เมื่อบรรดาศาสดาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องผลประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น มีเพียงแต่การเชิญชวนเพื่อให้เข้าสู่หนทางแห่งศาสนาเพียงอย่างเดียว กล่าวคือการเชิญชวนประชาชาติเข้าสู่หนทางแห่งสัจธรรมของพระผู้เป็นเจ้าโดยปราศจากการเรียกร้องรางวัลใดๆทั้งสิ้นย่อมเป็นเหตุให้มวลมนุษยชาติยอมรับหนทางแห่งการเผยแพร่ของศาสดาอย่างเต็มที่ ซึ่งในพระมหาคัมภีร์อัล กุรอานได้ย้ำถึงการไม่ขอรางวัลใด ๆในการเผยแพร่ศาสนาและสารธรรมของบรรดาศาสดา “ พวกเจ้าจงปฏิบัติตามผู้ที่มิได้เรียกร้องรางวัลใดๆจากพวกเจ้า (เพราะ)พวกเขาเป็นผู้ที่ได้รับทางนำแล้ว” (ซูเราะฮ์ยาซีน โองการที่ 21) การไม่เรียกร้องรางวัลใดๆจากภารกิจนี้ เป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุดต่อข้อพิสูจน์ความสัจจะและความถูกต้องของการเป็นศาสดาที่แท้จริงจากพระผู้เป็นเจ้า ส่วนที่ท่านนบีมุฮัมมัด(ศ็อลฯ)ได้ขอให้มีความรักที่แท้จริงต่อวงศ์วานของท่านซึ่งถือว่าเป็นการขอรางวัลอย่างหนึ่งนั้นดังมีปรากฏในโองการ “มะวัดดะตะฟิ้ลกุรบา”ว่า ….จงกล่าวเถิด(มุฮัมหมัด)ว่า ข้า(นบีมุฮัมหมัด)มิได้ขอรางวัลค่าตอบแทนใดๆในการนี้(เผยแพร่ศาสนา)จากพวกเจ้า นอกจาก(ให้พวกเจ้า)มีรักแท้ต่อวงศ์วานที่ใกล้ชิด......(ซูเราะฮ์ อัชชูรอ โองการที่ 23) อันที่จริงแล้วการขอรางวัลครั้งนี้ของท่านศาสนทูต(ศ็อลฯ)เป็นไปตามพระบัญชาขององค์อัลลอฮ์(ซบ.)เพราะว่าพระองค์ทรงสั่งให้ท่านศาสนทูตกล่าวขอในเรื่องนี้ นอกจากเหตุผลนี้แล้วการขอรางวัลของท่านศาสนทูต(ศ็อลฯ)เป็นการขอรางวัลจากประชาชาติของท่านเองซึ่งถือว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับบรรดาศาสดาก่อนหน้าท่าน พระมหาคัมภีร์อัล กุรอานได้ย้ำถึงการขอรางวัลของท่านศาสนทูต(ศ็อลฯ)จากการเผยแพร่ศาสนาและสารธรรมว่า รางวัลใดที่ท่านนบีมุฮัมมัด(ศ็อลฯ)ได้ขอจากประชาชาติของท่านสิ่งนั้นย่อมเป็นคุณค่าอันยิ่งใหญ่ต่อประชาชาติอิสลามเองว่า “ จงกล่าวเถิด(มุฮัมหมัด) ไม่มีรางวัลใดที่ข้า(นบีมุฮัมหมัด)ได้ขอจากพวกเจ้า เพราะประโยชน์ของมันนั้นเป็นของพวกเจ้า ส่วนรางวัลของข้านั้นอยู่ณ.องค์อัลลอฮ์ และพระองค์ทรงเป็นพยานต่อทุกสรรพสิ่ง” (ซูเราะฮ์สะบะอ์ โองการที่ 47) สรุปก็คือ รางวัลที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ขอต่อประชาชาติของท่านนั้น เป็นสิ่งที่พระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) เป็นผู้บัญชาให้ท่านศาสนทูต (ศ็อลฯ) ขอจากประชาชาติและผลลัพท์ของการขอนั้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงก็คือ ประชาชาติของท่านเอง
|
| Last Updated on Monday, 25 January 2010 03:53 |



หลายโองการในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานที่บ่งบอกว่าบรรดาศาสดามิได้ขอและปรารถนารางวัลใดๆ








