Sunday, 05 September 2010
เว็บไซต์สำหรับผู้แสวงหาสารธรรมแห่งกุรอาน - เนื้อหา - กุรอานกับจริยธรรม - ซูเราะฮ์หุญุรอต โองการที่ 9
ซูเราะฮ์หุญุรอต โองการที่ 9
Written by Administrator   

ซูเราะฮ์หุญุรอต โองการที่ 9 กล่าวว่า :

 

وَإِنْ طَائِفَتَانِ مِنَ الْمُؤْمِنِينَ اقْتَتَلُوا فَأَصْلِحُوا بَيْنَهُمَا فَإِنْ بَغَتْ إِحْدَاهُمَا عَلَى الأخْرَى فَقَاتِلُوا الَّتِي تَبْغِي

حَتَّى تَفِيءَ إِلَى أَمْرِ اللَّهِ فَإِنْ فَاءَتْ فَأَصْلِحُوا بَيْنَهُمَا بِالْعَدْلِ وَأَقْسِطُوا إِنَّ اللَّهَ يُحِبُّ الْمُقْسِطِينَ

และหากมีสองฝ่ายจากบรรดาผู้ศรัทธาทะเลาะวิวาทกัน พวกเจ้าก็จงไกล่เกลี่ยระหว่างทั้งสองฝ่าย หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดละเมิดอีกฝ่ายหนึ่ง พวกเจ้าก็จงสู้รบกับฝ่ายที่ละเมิดจนกว่าฝ่ายนั้นจะกลับสู่พระบัญชาของอัลลอฮ์ ฉะนั้นหากฝ่ายนั้นกลับ (สู่พระบัญชาของอัลลอฮ์) แล้ว พวกเจ้าก็จงประนีประนอมระหว่างทั้งสองฝ่ายด้วยความยุติธรรม และพวกเจ้าจงให้ความเที่ยงธรรม (แก่ทั้งสองฝ่าย) เถิด แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรักบรรดาผู้ให้ความเที่ยงธรรม

สาระศึกษา

1. ซูเราะฮ์นี้เริ่มต้นด้วยเรื่องประเภทของการประพฤติปฏิบัติซึ่งมีดังนี้คือ:

- การประพฤติปฏิบัติตนต่ออัลลอฮ์(ซบ.) และศาสนทูต(ศ็อลฯ)

- การประพฤติปฏิบัติตนต่อท่านศาสนทูต(ศ็อลฯ)

- การประพฤติปฏิบัติตนต่อคนชั่ว (ฟาซิก)

- การประพฤติปฏิบัติตนต่อผู้ที่ละเมิด

- การประพฤติปฏิบัติตนต่อผู้ศรัทธา

2. มีฮะดีษบทหนึ่งว่า “จงช่วยเหลือพี่น้องร่วมศรัทธาไม่ว่าเขาจะเป็นผู้กดขี่หรือผู้ถูกกดขี่ หากเขาเป็นผู้ถูกกดขี่ก็จงช่วยคืนสิทธิอันชอบธรรมให้แก่เขา และหากเขาเป็นผู้ที่กดขี่ก็จงช่วยยับยั้งการกดขี่ของเขา” (หนังสือวะซาอิล เล่ม 12 หน้า 212)

3. มุสลิมต้องมีความแข็งแกร่งในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การเผยแผ่ศาสนา การเมืองการปกครองและด้านอื่นๆ ไม่เช่นนั้นแล้วคงเป็นไปไม่ได้ที่จะนำโองการที่กล่าวถึงการปราบปรามผู้กระทำความผิดนี้ไปใช้ แม้ว่าโลกจะมีวิวัฒนาการด้านความรู้และด้านเทคโนโลยีไปมากเพียงใดแล้วก็ตาม

สารที่ได้รับจากโองการนี้

บทเรียนจากโองการข้างต้น:

1. บางครั้ง “การศรัทธา” ไม่อาจยับยั้งการทะเลาะวิวาทได้ แต่การทะเลาะวิวาทระหว่างผู้ศรัทธา ซึ่งเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่รุนแรงและเพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะคำว่า “อิกตะตะลู” บ่งชี้ถึงการเกิดขึ้นของการทะเลาะวิวาท ซึ่งไม่ใช่การทะเลาะวิวาทแบบถาวร เพราะไม่เช่นนั้นแล้วโองการนี้ต้องใช้ประโยคที่ว่า “ยักตะตะลูนะ”

2. เป็นมารยาทอย่างหนึ่งที่สอนให้เรารู้ว่าอย่าอ้างสิ่งที่เป็นลบและสิ่งที่ไม่ดีต่อคู่สนทนาโดยตรง (โองการนี้ไม่ได้กล่าวว่า “หากมีสองฝ่ายจากพวกเจ้า” แต่กล่าวว่า “หากมีสองฝ่ายจากผู้ศรัทธา” ซึ่งเป็นการบอกให้รู้ว่าแท้จริงแล้วพวกท่านไม่ใช่ผู้ที่กระทำเช่นนี้)

3. โดยปกติแล้วสงครามไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่สองฝ่ายเท่านั้น แต่มักจะบานปลายออกไป (โดยเห็นได้จากการที่โองการนี้ใช้คำว่า “อิกตะตะลู” ซึ่งเป็นคำพหุพจน์ ไม่เช่นนั้นแล้วจะใช้คำว่า “อิกตะตะลา” แทนคำข้างต้น”

4. มุสลิมต้องไม่วางตัวเฉยเมื่อทราบข่าวการทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นระหว่างผู้ศรัทธา

5. ต้องรีบเร่งดำเนินการไกล่เกลี่ยและประนีประนอมระหว่างผู้ศรัทธา (ตัวอักษร “ฟา” ในคำว่า “ฟะอัสลิฮู” บ่งบอกถึงการรีบเร่ง

6. หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดละเมิดอีกฝ่ายหนึ่ง ประชาชาติอิสลามต้องรีบเร่งปรามและยับยั้งฝ่ายนั้น

7. เพื่อรักษาไว้ซึ่งความสงบสุขและความยุติธรรม แม้จำต้องประหารมุสลิมที่ทำผิดนั้นก็ตาม

8. ต้องใช้ความรุนแรงเผชิญกับความรุนแรง (ต้องไม่เปิดโอกาสให้ผู้ที่ละเมิด)

9. จะต้องไม่ผ่อนปรนให้กับผู้ละเมิด (ตัวอักษร “ฟา” บ่งบอกถึงการรีบเร่ง)

10. ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับ ครอบครัว ภรรยาและบุตรของผู้ละเมิด แต่ต้องสู้รบกับผู้ละเมิดเพียงคนเดียวเท่านั้น (พวกเจ้าก็จงสู้รบกับฝ่ายที่ละเมิด)

11. ต้องไม่มีเงื่อนไขใดๆ ในการสู้รบกับผู้ละเมิด ไม่ว่าผู้ละเมิดนั้นจะเป็นเครือญาติหรือไม่ก็ตาม

12. เป้าหมายการลุกขึ้นต่อสู้ของมุสลิมนั้นสูงส่ง (จนกว่าฝ่ายนั้นจะกลับสู่พระบัญชาของอัลลอฮ์)

13. สู้รบจนกว่าจะไปถึงยังเป้าหมาย (จนกว่าฝ่ายนั้นจะกลับสู่พระบัญชาของอัลลอฮ์) กล่าวคือไม่มีระยะเวลาที่ถูกกำหนดไว้อย่างแน่นอน เหมือนกับคนป่วยที่ไปหาหมอ ซึ่งเขาจะต้องรับประทานยาตามหมอสั่งจนกว่าจะหายจากอาการป่วย

14. ต้องไม่มีเรื่องส่วนตัว หรือการแก้แค้น การโอ้อวด ในการสู้รบกับผู้ละเมิด แต่มีเป้าหมายเดียวเท่านั้น คือให้ผู้ละเมิดกลับสู่พระบัญชาของอัลลอฮ์(ซบ.)

15. เมื่อผู้ละเมิดหันกลับสู่พระบัญชาของอัลลอฮ์(ซบ.) ก็จงวางมือจากเขาทันที เพราะเราได้บรรลุเป้าหมายแล้ว

16. ตราบเท่าที่ยังไม่ทราบแน่ชัดถึงผู้ที่ละเมิด ก็จำเป็นต้องรีบเร่งดับปัญหาและสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้น แต่เมื่อรู้แน่ชัดถึงผู้ที่ละเมิด ต้องรีบเร่งที่จะปกป้องสิทธิของผู้ที่ถูกกดขี่และคืนสิทธินั้นให้แก่เขา

17. มุสลิมมีหน้าที่แตกต่างกันไปตามสภาวะเงื่อนไขที่แตกต่างกัน บางครั้งต้องประนีประนอม แต่บางครั้งต้องทำสงครามและสู้รบ

18. ในการประนีประนอมระหว่างสองฝ่ายจะต้องเก็บค่าเสียหายและยึดของที่ได้จากการทำสงครามจากผู้ที่ละเมิด (พวกเจ้าก็จงประนีประนอมระหว่างทั้งสองฝ่ายด้วยความยุติธรรม)

19. จำเป็นต้องมีการกำชับอย่างต่อเนื่องสำหรับทุกที่ที่เกิดพายุของความโกรธ และอารมณ์ไฝ่ต่ำ (ด้วยความยุติธรรม และพวกเจ้าจงให้ความเที่ยงธรรม (แก่ทั้งสองฝ่าย) เถิด แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรักบรรดาผู้ให้ความเที่ยงธรรม)

20. การประนีประนอมมีคุณค่ายิ่งที่ได้คืนสิทธิแก่เจ้าของ หาไม่แล้วการนิ่งเฉยเป็นความอัปยศยิ่ง

21. จงใช้ความรักความเมตตาในทุกกรณีที่ต้องอดทนต่ออุปสรรคปัญหา (แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรักบรรดาผู้ให้ความเที่ยงธรรม)

22. ผู้ที่จะได้รับความรักจากอัลลอฮ์(ซบ.) คือผู้ที่ขับเคลื่อนไปบนพื้นฐานของความยุติธรรม ไม่เช่นนั้นแล้วการทำให้สองฝ่ายสงบลงโดยไม่คำนึงถึงความยุติธรรมนั้นไม่เป็นที่รักของอัลลอฮ์(ซบ.)

ตัวอย่าง

ในเหตุการณ์สงครามญะมัล (อูฐ) อิมามอะลี(อ.) สั่งห้ามไม่ให้เริ่มทำสงคราม แต่ก็ไม่มีประโยชน์อันใด เพราะทหารฝ่ายตรงข้ามไม่รับฟังสิ่งใดทั้งสิ้น อิมาม (อ.) จึงฟ้องต่ออัลลอฮ์(ซบ.) ว่าประชาชนได้ขัดคำสั่งและไม่เชื่อฟัง ท่านได้หยิบอัล กุรอานขึ้นแล้วถามว่า ใครจะอ่านโองการนี้

؟ ........وَإِنْ طَائِفَتَانِ مِنَ الْمُؤْمِنِينَ

มีชายผู้หนึ่งนามว่า มุสลิม มุญาชิอีย์กล่าวขึ้นว่า: ฉันจะเป็นผู้อ่านโองการนี้ให้แก่ผู้คนเอง อิมาม(อ.) กล่าวว่า: มือขวาและมือซ้ายของเจ้าจะต้องถูกตัดขาดและเจ้าจะได้เป็นชะฮีด เขากล่าวว่า: สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เล็กน้อยในหนทางของอัลลอฮ์(ซบ.) เขาได้ออกไปพร้อมกับอ่านโองการดังกล่าวต่อหน้ากองทัพและเชิญชวนพวกเขาหันกลับสู่อัลลอฮ์(ซบ.) โดยหวังว่าจะไม่ให้มีการหลั่งเลือดและเกิดสงครามขึ้น แต่ทหารฝ่ายตรงข้ามกลับตัดมือขวาของเขาขาดสะบั้น เขาได้นำอัล กุรอานมาถือไว้ในมือซ้าย พวกมันก็ตัดมือซ้ายของเขาอีกข้าง เขาก็เอาปากคาบอัล กุรอานไว้ แต่ในที่สุดพวกมันก็สังหารบุรุษผู้นี้ หลังจากที่บุรุษผู้นี้เป็นชะฮีด อิมามอะลี(อ.) ได้สั่งให้บุกจู่โจม (บิฮารุลอันวาร เล่ม 32 หน้า 175) แน่นอนที่สุด ต้องเริ่มต้นด้วยกับการนำอัล กุรอานมาอ้างอิง หลังจากนั้นก็ต่อสู้ไปในหนทางที่มุ่งหมายนั้นอย่างกล้าหาญจนลมหายใจสุดท้าย

ความยุติธรรม

เนื่องจากโองการนี้กล่าวถึง ความยุติธรรม ถึง 3 ครั้ง “พวกเจ้าก็จงประนีประนอมระหว่างทั้งสองฝ่ายด้วยความยุติธรรม และพวกเจ้าจงให้ความเที่ยงธรรม(แก่ทั้งสองฝ่าย) เถิด แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรักบรรดาผู้ให้ความเที่ยงธรรม” จึงขอกล่าวถึงประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับความหมายของความยุติธรรม ดังนี้:

1. การสร้างของพระองค์วางอยู่บนบรรทัดฐานของความยุติธรรมและสมดุลย์ “ชั้นฟ้าถูกยกขึ้นด้วยความสมดุลย์ (บิฮารุลอันวาร เล่ม 33 หน้า 493)

2. การแต่งตั้งท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ก็มีเป้าหมายแห่งความยุติธรรม ดังโองการ “เพื่อมนุษย์จะได้ดำรงอยู่บนความเที่ยงธรรม” (ซูเราะฮ์หะดีด โองการที่ 25)

3. การปฏิบัติอย่างยุติธรรมเพียงหนึ่งชั่วโมงนั้นประเสริฐกว่าการทำอิบาดะฮ์ทั้งวันทั้งคืน (ญามิอุสสะอาดาต เล่ม 2 หน้า 223)

4. ดุอาอ์ของผู้นำที่ยุติธรรมนั้นจะถูกตอบรับ (วะซาอิล เล่ม 7 หน้า 108)

5. หากมีความยุติธรรมเกิดขึ้นในหมู่ชน ชั้นฟ้าและแผ่นดินจะเพิ่มพูนปัจจัยยังชีพและความสิริมงคลให้ด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์(ซบ.)

6. อิมามมูซา อัลกาซิม(อ.) กล่าวว่า: หากผู้คนยึดมั่นในความยุติธรรม ก็จะไม่มีผู้ใดยากลำบาก และท่านยังกล่าวอีกว่า: ความยุติธรรมหวานชื่นยิ่งกว่าน้ำผึ้ง

7. อิมามมูซา อัลกาซิม(อ.) ได้อรรถาธิบายโองการนี้ “พระองค์ทรงให้ชีวิตแก่ผืนดินอีกครั้งหลังจากที่มันได้ตายไปแล้ว” ว่า อัลลอฮ์(ซบ.) จะทรงแต่งตั้งบุรุษผู้หนึ่ง เพื่อธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมและให้ผืนดินมีชีวิตชีวาด้วยการธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม (กาฟี เล่ม 7 หน้า 274)

8. ท่านหญิงฟาติมะฮ์ (อ.) กล่าวว่า: ความยุติธรรมทำให้จิตใจสงบสุข (มันลายะห์ฎุรุฮุลฟะกีฮ์ เล่ม 3 หน้า 567) (เป็นสิ่งที่แน่นอนยิ่งก็คือมนุษย์สามารถที่จะอดทนต่อความยากจน แต่พวกเขาไม่สามารถที่จะอดทนต่อการไร้ซึ่งความยุติธรรม)

ความยุติธรรมของบรรดาศาสดา

โดยทั่วไปแล้วคำว่า ยุติธรรมจะมาควบคู่กับคำว่ากฏหมาย ส่วนการกดขี่และละเมิดถือเป็นการหันหลังให้กับกฏหมาย ในลักษณะเช่นนี้หากกฏหหมายถูกละเลยและไม่ถือเป็นค่านิยมสำหรับประชาชาติแล้วฉะนั้นการปฏิบัติตามกฏหมายนั้นจะมีเป้าหมายและจุดประสงค์อันใด? กฏหมายที่ถูกกำหนดขึ้นด้วยน้ำมือของมนุษย์ กฏหมายที่มีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน กฏหมายที่แฝงด้วยผลประโยชน์ของคนกลุ่มหนึ่ง กฏหมายที่เกิดจากความคิดที่ยังไม่สุกงอมและมีข้อมูลที่จำกัด อีกทั้งอยู่ภายใต้อิทธิพลของอารมณ์ ชาตินิยม ประชานิยม การคุกคาม การสวาปามและอื่นๆ อีกมากมาย กฏหมายที่มีรูปแบบที่แตกต่างกันไปตามพื้นที่ และเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา กฏหมายที่มีข้อบกพร่อง มีช่องโหว่ ซึ่งแม้แต่ผู้ที่ร่างกฏหมายนั้นก็ยังไม่ปฏิบัติตามนั้นอีกด้วย

ดังนั้นกฏหมายในลักษณะเช่นนี้ยังมีความศักดิ์สิทธิ์และมีเกียรติสำหรับมนุษย์อีกกระนั้นหรือ? กฏหมายเช่นนี้สามารถที่จะให้เกียรติ ศักดิ์ศรีและความก้าวหน้าแก่สังคมกระนั้นหรือ? การฝ่าฝืนกฏหมายเช่นนี้เท่ากับเป็นการกดขี่และเท่ากับขาดความยุติธรรมกระนั้นหรือ?

แต่ถ้าพิจารณาถึงกฏหมายของเหล่าศาสดา เป็นกฏหมายที่มาจากพระผู้เป็นเจ้า พระผู้ทรงสร้างมนุษย์จากความหยั่งรู้ วิทยาญาณและความโปรดปรานที่ไร้ขอบเขตของพระองค์ และผู้ที่นำกฏหมายนั้นลงมาก็เป็นผู้ที่ปราศจากมลทิน และเป็นบุคคลแรกที่ปฏิบัติตามกฏหมายนั้น เป็นกฏหมายที่ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของชาติมหาอำนาจ ตัวบุคคล กลุ่มชนหรือเผ่าใดเผ่าหนึ่ง กฏหมายนี้ถูกประทานลงมาเพื่อให้เกียรติ ศักดิ์ศรีแก่มนุษย์ ซึ่งทำให้มีเป้าหมายในการปฏิบัติตามกฏหมายนี้ ซึ่งการฝ่าฝืนกฏหมายเช่นนี้เท่ากับเป็นการกดขี่และขาดความยุติธรรมอย่างแน่นอน

ความยุติธรรมกับพื้นฐานทางความเชื่อและธรรมชาติดั้งเดิม

ความยุติธรรม มีความหมายโดดเด่นในโลกทัศน์ของศาสนาอิสลาม เพราะเป็นโลกทัศน์แห่งพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งมนุษย์เชื่อว่า อัลลอฮ์(ซบ.) เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม พระองค์ทรงสรรสร้างทุกอย่างมาอย่างรอบคอบและอยู่ภายใต้การดูแลของพระองค์ทั้งสิ้น ด้วยมุมมองแห่งพระผู้เป็นเจ้าที่มนุษย์ถูกสร้างมาจากดินและทั้งหมดต้องกลับไปสู่การตัดสินในศาลยุติธรรมของพระผู้เป็นเจ้า ด้วยกับมุมมองของศาสนาทำให้มนุษย์ถือว่าเป้าหมายของเหล่าศาสดาก็คือ การธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม

ในเรื่องของการรอคอยอิมามมะฮ์ดี(อ.) ก็เช่นกัน ซึ่งเป้าหมายหลักที่ท่านจะมาปรากฏนั้นก็เพื่อสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในหน้าแผ่นดิน เป็นการลุกขึ้นต่อสู้บนพื้นฐานการศรัทธาที่ว่า เหล่าผู้นำแห่งพระผู้เป็นเจ้านั้นคือผู้ที่ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ใช่แล้ว นี่คือความเชื่อที่สามารถสร้างฐานในการสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม แต่ผู้ที่มีความเชื่อว่าโลกนี้ปราศจากเจ้าของและการคิดบัญชี โดยถือว่าการสร้างโลกนี้ขึ้นมาอย่างไร้ระเบียบ และไร้ซึ่งเป้าหมาย จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะจูงใจให้พวกเขาเป็นผู้ที่ธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม

ใช่แล้ว เป็นไปได้ ที่เขาอาจจะสร้างภาพให้ผู้คนเห็นว่าเขาเป็นผู้ที่ธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม เนื่องจากแรงกดดันจากสังคม, บทลงโทษทางกฏหมาย, ต้องการให้ผู้คนสนใจหรือเรียกความนิยมจากประชาชน แต่บุคคลที่มีโลกทัศน์ทางด้านวัตถุเช่นนี้ จะไม่เชื่อเรื่องความยุติธรรมด้วยเบื้องลึกของจิตใจ

ความยุติธรรมในด้านต่างๆ

ความยุติธรรม เป็นหนึ่งในหลักธรรมที่เป็นแกนหลักของอิสลาม ในลักษณะที่ว่าเป็นหนึ่งในคุณลักษณะของพระผู้เป็นเจ้าที่ถูกกล่าวถึงหลังจากความเป็นเอกะของพระองค์ และเป็นเงื่อนไขที่สำคัญของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งต่างๆ ทางด้านศาสนา ไม่ว่าจะเป็นอิมามนำนมาซ ผู้พิพากษา พยาน และผู้รับผิดชอบฝ่ายเงินกองกลาง (บัยตุลมาน)

หากมองเรื่องความยุติธรรมให้กว้างไกลออกไป เราก็จะเห็นว่าแผนงานต่างๆ ของอิสลามให้ความสำคัญเกี่ยวกับความยุติธรรมและการออกห่างจากการปฏิบัติที่เลยเถิดและเกินขอบเขตเป็นพิเศษ เช่น:

1. การมีความยุติธรรมในการเคารพสักการะ (อิบาดะฮ์) มีความสำคัญถึงขนาดที่ว่ามีบันทึกไว้ในตำรารายงานต่าง ๆ ไว้ในบทหนึ่งที่มีชื่อว่า “บทว่าด้วยเรื่องทางสายกลางในการเคารพสักการะ”

2. ความยุติธรรมในการทำงานและการพักผ่อน

3. ความยุติธรรมในการมอบความรักและความโกรธ

4. ความยุติธรรมสำหรับมิตรและศัตรู

5. ความยุติธรรมในการผลิตและการใช้

6. ความยุติธรรมในการส่งเสริมและการตำหนิ

7. ความยุติธรรมในการแบ่งเงินส่วนกลาง (บัยตุลมาน) และพินัยกรรมทรัพย์สินของตน

8. ความยุติธรรมระหว่างภรรยา, ลูกๆ, มิตสหาย และเพื่อนร่วมงาน

9. ความยุติธรรมในการตัดสินความ แม้แต่การมองไปยังสองฝ่ายของคู่กรณี

10. ความยุติธรรมในการทำโทษ

11. ความยุติธรรมในสงคราม

12. ความยุติธรรมในการปฏิบัติต่อสัตว์ ถึงขนาดที่ท่านอิมามอะลี(อ.) ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบในเรื่องซะกาตว่า หากต้องการที่จะขี่สัตว์ที่จ่ายซะกาตแล้ว ก็จงขี่มันด้วยความยุติธรรม (นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ จดหมายที่ 25) เช่นหากรับซะกาตอูฐมา 4 ตัว และต้องเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง ก็จงขี่อูฐตัวละครึ่งชั่วโมง และยังมีรายงานหนึ่งกล่าวไว้ว่า หากผู้เดินทางไปบำเพ็ญฮัจญ์รีบเร่งเดินทางไปยังมักกะฮ์ จนทำให้สัตว์ที่เป็นพาหนะนั้นเหน็ดเหนื่อยกว่าปกติ พวกท่านก็จงอย่ายอมรับการเป็นพยานของเขาผู้นั้นในเรื่องสิทธิ เพราะเขาได้กดขี่กับสัตว์ของตน (วะซาอิล กิตาบุลฮัจญ์)

อย่างไรก็ตามความยุติธรรมในอิสลามมีอยู่ในทุกกรณี แม้กระทั่งในกรณีที่หากมีเด็กคนหนึ่งนั่งอยู่ในมัสยิด แล้วให้เด็กคนนั้นลุกขึ้นจากที่เพื่อที่เราจะทำนมาซ นมาซของเราอาจเกิดปัญหาเรื่องความถูกต้องหรือถูกยอมรับจากพระองค์

ตัวอย่าง

1. กุรอานมีบัญชาแก่ชาวฮิญาซที่ถือว่าตนเองมีความพิเศษกว่าผู้อื่นและได้ปลีกตัวออกจากผู้อื่น ว่าจงบำเพ็ญพิธีฮัจญ์เหมือนอย่างที่ประชาชนทั่วไปถือปฏิบัติกัน “แล้วพวกเจ้าจงหลั่งไหลกันออกไปจากที่ที่ผู้คนได้หลั่งไหลกันออกไป” (ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 199) และเมื่อใดก็ตามที่พวกคนรวยได้ร้องขอให้บรรดาศาสดาขับไล่คนยากจน พวกเขาก็ได้รับคำตอบว่า ฉันจะไม่ขับไล่พวกเขาเป็นอันขาด “ฉันจะไม่เป็นผู้ขับไล่บรรดาผู้ศรัทธาหรอก” (ซูเราะฮ์ฮูด โองการที่ 29) ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ได้รวบรวมผู้คนในการเดินทางครั้งสุดท้ายของท่าน แล้วท่านได้ดำรัสว่า: ไม่ว่าพวกท่านจะมาจากชนชาติใดและชนเผ่าใดก็ตาม พวกท่านมีความเท่าเทียมกัน (สะฟีนะตุลบิฮาร เล่ม 2 หน้า 348)

2. นักการเมือง หรือนักพัฒนาบางท่านร้องขอจากท่านอิมามอะลี(อ.) ว่า ท่านจงแยกส่วนแบ่งของคนยากไร้ออกจากส่วนแบ่งของผู้ที่มีฐานะดีกว่าไว้เถิด และท่านจงเพิ่มจำนวนส่วนแบ่งให้แก่กลุ่มระดับแนวหน้าของสังคม เพื่อว่าจะทำให้รากฐานการปกครองมั่นคงยิ่งขึ้น และเพื่อพวกจะได้ไม่ทำลายการปกครองแล้วหันไปร่วมมือกับมุอาวิยะฮ์ อิมามอะลี(อ.) กล่าวว่า: พวกท่านต้องการให้ฉันติดสินบนอย่างนั้นหรือ ใครอยากจะอยู่เขาก็อยู่ แต่ใครอยากจะไปก็ให้เขาไปเถิด และท่านอิมาม(อ.) ก็กล่าวตั้งแต่วันแรกที่ขึ้นปกครองว่า: ฉันจะเรียกคืนค่าใช้จ่ายจากเงินกองกลางที่ใช้ไปอย่างฟุ่มเฟือยทั้งหมดในยุคการปกครองก่อนหน้าฉัน แล้วนำเงินส่วนนั้นมาเก็บไว้ในเงินกองกลาง (บัยตุลมาล) แม้ว่าจะถูกใช้เป็นเงินสินสอดสำหรับภรรยาของพวกเขา หรือใช้ไปกับการซื้อทาสก็ตาม (นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ สุนทรพจน์ที่ 15)

3. อิมามอะลี(อ.) กล่าวว่า: แม้กระทั่งเงินส่วนตัวของฉัน ฉันก็จะแบ่งสันมันอย่างเท่า ๆ กัน แล้วจะไม่ให้ฉันทำเช่นนี้กับทรัพย์สินของพระผู้เป็นเจ้า (บัยตุลมาล) ได้อย่างไร? (นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ สุนทรพจน์ที่ 126)

4. มีฮะดีษอีกบทหนึ่งว่า: ใครก็ตามที่เป็นผู้ดูแลผู้คน 10 คน แต่ไม่มีความยุติธรรมระหว่างพวกเขาเลย ในวันกิยามะฮ์เขาจะถูกฟื้นขึ้นมาในสภาพที่มือ เท้าของเขาถูกมัดไว้ (หนังสือมีซานุลฮิกกะฮ์)

 

 

 

Add comment


Security code
Refresh

ความคิดเห็นล่าสุด

RSS

ซูเราะฮ์หุญุรอต โองการที่ 10

News image

“แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธานั้นเป็นพี่น้องกัน ดังนั้นพวกเจ้าจงไกล่เกลี่ยประนีประนอมกันระหว่างพี่น้องทั้งสองฝ่ายของพวกเจ้า  

ซูเราะฮ์หุญุรอต โองการที่ 9

News image

ซูเราะฮ์หุญุรอต โองการที่ 9 กล่าวว่า :

ซูเราะฮ์หุญุรอต โองการที่ 7-8

News image

“และพวกเจ้าพึงรู้เถิดว่า ในหมู่พวกเจ้านั้นมีศาสนทูตของอัลลอฮ์อยู่

ซูเราะฮ์หุญุรอต โองการที่ 6

News image

  “โอ้บรรดาผู้ศรัทธา! หากคนชั่วนำข่าวใดๆ มาแจ้งแก่พวกเจ้า

More in: กุรอานกับจริยธรรม

Quran Facebook

Quranrasul On Facebook

About US

มูลนิธิส่งเสริมการศึกษากุรอาน อัรรอซูลุลอะอ์ซอม(ศ๊อลฯ) ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการศึกษาพระมหาคัมภีร์ อัลกุรอานในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าการอ่าน, ตัจญวีด, ความหมาย, อุลูมกุรอาน, ตลอดจนการอรรถาธิบายอัลกุรอาน นอกจากนี้ยังมุ่งมั่นที่จะนำมาซึ่งข้อพิสูจน์ถึงความยิ่งใหญ่และการเป็นทางนำของคัมภีร์เล่มนี้สำหรับบุคคลทั่วไป

และหากท่านมีขอเสนอแนะใดๆ สามารถติดต่อได้ที่

อีเมล์: info@quranrasul.com