Sunday, 05 September 2010
เว็บไซต์สำหรับผู้แสวงหาสารธรรมแห่งกุรอาน - เนื้อหา - กุรอานกับจริยธรรม - ซูเราะฮ์หุญุรอต โองการที่ 7-8
ซูเราะฮ์หุญุรอต โองการที่ 7-8
Written by Administrator   

“และพวกเจ้าพึงรู้เถิดว่า ในหมู่พวกเจ้านั้นมีศาสนทูตของอัลลอฮ์อยู่

หากเขา (มุฮัมมัด) เชื่อฟังพวกเจ้าในกิจการส่วนใหญ่แล้ว แน่นอนพวกเจ้าก็จะประสบกับความลำบาก แต่อัลลอฮ์ทรงให้การศรัทธาเป็นที่รักแก่พวกเจ้าและให้มันเป็นเครื่องประดับประดาในหัวใจของพวกเจ้า และทรงให้การปฏิเสธการศรัทธา ความชั่วช้าและการฝ่าฝืนเป็นที่น่าเกลียดชังแก่พวกเจ้า พวกเหล่านั้นคือพวกที่อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง”

 

 

“มันเป็นคุณธรรมและความโปรดปรานจากอัลลฮ์ และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ”

 

สาระศึกษา

 

1. โองการก่อนหน้านี้กล่าวถึง (วะลีด บินอุกบะฮ์) ที่ได้แจ้งข่าวเท็จในการขัดขืนของชนเผ่าหนึ่งแก่ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) และผู้คนทั้งหลาย จนทำให้ประชาชาติอิสลามโกรธและเตรียมพร้อมที่จะบุกโจมตี โดยหวังว่าท่านศาสดา(ศ็อลฯ) จะให้การสนับสนุนพวกเขา โองการข้างต้นจึงถูกประทานลงมาว่า 1.เมื่อใดก็ตามที่คนชั่วนำข่าวมาแจ้งก็จงตรวจสอบเสียก่อน 2.ประชาชนต้องปฏิบัติตามท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ไม่ใช่ว่าผู้นำแห่งพระผู้เป็นเจ้าต้องมาปฏิบัติตามความต้องการต่างๆ ของผู้คนที่ได้รับอิทธิพลมาจากข่าวลือ

 

2 มีในรายงานว่า : เป้าหมายของการศรัทธา (อีหม่าน)ในประโยค “แต่อัลลอฮ์ทรงให้การศรัทธาเป็นที่รักแก่พวกเจ้า” คือการมอบความรักแก่ อาลี บิน อะบีฏอลิบ(อ.) ส่วนเป้าหมายของการปฏิเสธการศรัทธาและการฝ่าฝืน คือผู้ที่ต่อต้านอะฮ์ลุลบัยต์(อ.)

 

3. อิมามซอดิก(อ.) รายงานจากท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ว่า: บุคคลที่ถือว่าความโปรดปรานของพระผู้เป็นเจ้าคือเครื่องบริโภคและอุปโภคและ ฯลฯ ดังนั้นเขาทำเพื่อชีวิตที่มีระยะสั้นและการลงโทษของเขาใกล้เข้ามาแล้ว

 

4. มีฮะดีษอีกบทหนึ่งว่า: บุคคลใดก็ตามที่ถือว่า การมีความผูกพันทางด้านจิตวิญญาณและการรังเกียจการทำบาปไม่ได้เป็นความโปรดปราน เท่ากับเขาได้ปฏิเสธความโปรดปรานของพระผู้เป็นเจ้า การกระทำของพวกเขาช่างมีน้อยนิดและความเพียรพยายามของพวกเขาก็สูญเปล่า

 

5. ความเจริญก้าวหน้า คือรางวัลจากพระผู้เป็นเจ้าที่ได้มอบให้แก่บรรดาศาสดา “และโดยแน่นอน เราได้ให้ความเจริญก้าวหน้า (ทางความคิด) แก่อิบรอฮีม” (ซูเราะฮ์อัลอัมบิยาอ์/51) และเป็นหน้าที่ของพวกเขาที่ต้องมอบความเจริญแก่มวลมนุษย์ ดังที่ได้กล่าวว่า “โอ้หมู่ชนของฉัน! จงปฏิบัติตามฉัน ฉันจะชี้แนะทางแก่พวกท่านสู่ทางแห่งสัจธรรม” (ซูเราะฮ์ฆอฟิร/38) ซึ่งพวกท่านเองก็เดินตามทางแห่งความเจริญก้าวหน้า ดังที่ท่านนบีมูซา(อ.) ติดตามท่านคิฏิรเพื่อให้ไปถึงยังความเจริญก้าวหน้า “มูซาได้กล่าวแก่เขาว่า จะให้ฉันติดตามท่านไปได้ไหม? โดยท่านจะต้องสอนฉันในสิ่งที่ท่านได้เคยเรียนรู้มา ตามแนวทางที่เที่ยงตรง” (ซูเราะฮ์อัลกะฮ์ฟ/66) และการมีศรัทธานั้นคือการปูทางสู่ความเจริญก้าวหน้า “พวกเขาจงตอบรับข้าเถิดและศรัทธาต่อข้า เพื่อว่าพวกเขาจะได้อยู่ในทางที่ถูกต้อง” (ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์/186) และคัมภีร์แห่งฟากฟ้าคือสื่อของความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์ชาติ “นำไปสู่ทางที่ถูกต้อง” (ซูเราะฮ์ญิน/2) อย่างไรก็ตามเป้าหมายของความเจริญก้าวหน้าในอัล กุรอานคือความเจริญก้าวหน้าทางจิตวิญญาณ แต่เนื่องจากวิสัยทัศน์ที่แคบของมนุษย์ต่างหากที่ถือว่าความเจริญก้าวหน้าจำกัดเพียงทางโลกเท่านั้น

 

6. หากผู้ที่ตัดสินใจและรับผิดชอบในการบริหารและนโยบายทางการเมืองของสังคมไม่ใช่เป็นผู้ที่เปลื้องจากมลทิน (มะอ์ศูม) หรือเป็นผู้ที่ยุติธรรมแล้วไซร้ สังคมนั้นก็กลายเป็นสังคมเผด็จการที่จะไม่มีความเจริญรุ่งเรืองอยู่เลย “และคำสั่งของฟิรอูน นั้นไม่มีความเจริญรุ่งเรือง” (ซูเราะฮ์ฮูด/97) แต่หากผู้ที่ตัดสินใจและรับผิดชอบเป็นผู้ที่เปลื้องจากมลทินหรือเป็นผู้ที่ยุติธรรม ก็จะนำสังคมนั้นสู่ความเจริญรุ่งเรือง “พวกเขาเหล่านั้นเป็นผู้ที่ได้รับทางชี้นำ”

 

สารที่ได้รับจากโองการนี้

 

1. หากไม่ต้องการที่จะต้องรู้สึกผิดและเสียใจก็จงปฏิบัติตามบรรดาศาสดา โองการก่อนหน้านี้ กล่าวถึงความรู้สึกผิดและเสียใจ ส่วนโองการนี้กล่าวว่า พวกท่านมีศาสดา(ศ็อลฯ) ดังนั้นจงเชื่อฟังท่าน เพื่อจะได้รอดพ้นจากการงานที่รีบเร่งอันนำไปสู่ความรู้สึกผิดและเสียใจในภายหลัง “แล้วพวกเจ้าจะกลายเป็นผู้รู้สึกผิดและเสียใจในสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำไป” “และพวกเจ้าพึงรู้เถิดว่า แท้จริงในหมู่พวกเจ้านั้นมีศาสนทูตของอัลลอฮ์อยู่”

 

2 . การมีท่านศาสดา(ศ็อลฯ) และบรรดาผู้นำแห่งพระผู้เป็นเจ้า ถือเป็นความพิเศษสำหรับสังคมนั้น “ในหมู่พวกเจ้ามีศาสนทูตของอัลลอฮ์” ซึ่งความหนักแน่นทางภาษาย่อมแตกต่างจากประโยคที่ว่า “มีศาสนทูตของอัลลอฮ์อยู่ในหมู่พวกเจ้า”

 

3 . ผู้นำต้องเข้าถึงประชาชนและประชาชนต้องยึดมั่นอย่างแท้จริงต่อท่าน “แท้จริงในหมู่พวกเจ้านั้นมีศาสนทูตของอัลลอฮ์อยู่”

 

4. ไม่เป็นการห้ามสำหรับประชาชนที่จะหวังให้ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ปรึกษาหารือกับพวกเขา แต่การหวังที่จะให้ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ต้องเชื่อฟังพวกเขานั้นย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง “หากเขา (มุฮัมมัด) เชื่อฟังพวกเจ้าในกิจการส่วนใหญ่แล้ว แน่นอนพวกเจ้าก็จะประสบกับความลำบาก”

 

5.ปัญหาของมนุษย์นั้นเกิดจากการออกห่างจากคำสอนของเหล่าศาสดา อีกทั้งปฏิบัติตามรสนิยมและอารมณ์ของตน

 

6. ผู้นำต้องมีมุมมองและความคิดที่เป็นเอกเทศน์ (หากกระแสขอ งอิทธิพลต่างๆ ทางสังคม หรือความต้องการของแต่ละบุคคลต้องทำให้มุมมองและทัศนะของผู้นำอ่อนแอลงก็จะยิ่งทำให้สังคมวุ่นวายมากยิ่งขึ้น) ศัตรูอิสลามก็ต้องการใช้หนทางนี้ในการทำลายอิสลามเช่นกัน

 

7. การให้การผ่อนปรนและโอนอ่อนเป็นสิ่งจำเป็นในบางกรณี

 

8. การปรึกษาหารือสามารถทำได้ในกรณีที่ไม่มีบัญญัติมาจากพระผู้เป็นเจ้าและศาสนทูต ก็ไม่เป็นการห้ามที่จะให้ประชาชนปฏิบัติตามผู้คนทั้งหลาย

 

9. การมุ่งสู่ศาสนาเป็นเรื่องธรรมชาติดั้งเดิม ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงมอบไว้แก่มนุษย์ มีกล่าวไว้ในรายงานต่าง ๆ ว่า : การมีความรักในสัจธรรม การมีความรักต่อตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้าและผู้ศรัทธานั้นคือความโปรดปรานพิเศษจากพระผู้เป็นเจ้า

 

10. ความศรัทธาย่อมเกิดมาจากความรัก ส่วนการบังคับและยัดเยียดนั้นย่อมไม่ใช่เป็นการศรัทธา

 

11. ศรัทธาคือ เครื่องประดับของจิตใจ เหมือนดังที่ภูเขา ทะเล ดอกไม้ แม่น้ำลำธารเป็นสิ่งประดับของโลกนี้

 

12. การรักและการเกลียดชังนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ควบคู่กัน กล่าวคือ หากเรามีความรักต่อการศรัทธา เราก็ต้องมีความเกลียชังต่อ การปฏิเสธการศรัทธา ความชั่วและการทำบาป ด้วยเช่นกัน

 

13. จิตใจที่ปฏิเสธ และความคิดที่ชั่วร้าย เป็นจุดเริ่มต้นของการทำความชั่ว

 

14. การปฏิเสธการศรัทธา เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์

 

15. ภัยของการมีศรัทธานั้นคือ การปฏิเสธการศรัทธา ความชั่วร้ายและการทำบาป

 

16. การรังเกียจความชั่วร้ายต่างๆ นั้นถือว่าเป็นคือ ธรรมชาติดั้งเดิม และการรังเกียจในสิ่งเหล่านี้เป็นตัวจุดประกายให้มนุษย์ก้าวหน้า

 

17. ผู้ที่ไม่รังเกียจการปฏิเสธการศรัทธา ความชั่วร้ายและการทำบาป เขาผู้นั้นย่อมไม่มีการพัฒนาทางด้านจิตวิญญาณ

 

18. ความโปรดปรานจากพระผู้เป็นเจ้าไม่ได้จำเพาะอยู่ในความโปรดปรานทางด้านวัตถุเท่านั้น และสิ่งที่ถือว่าเป็นความโปรดปรานที่ยิ่งใหญ่จากพระผู้เป็นเจ้านั้นก็คือ การมีความรักต่อการมีศรัทธาและความเกลียดชังต่อการปฏิเสธการศรัทธา ความชั่วร้ายและการทำบาป

 

19. การมุ่งสู่ศรัทธาด้วยจิตที่บริสุทธิ์นั้นคือความโปรดปรานจากพระผู้เป็นเจ้า

 

ความสัมพันธ์ระหว่างศรัทธากับความรู้

 

ความศรัทธากับความรู้ย่อมมีความแตกต่างกัน ความศรัทธาย่อมสูงส่งกว่าความรู้ เพราะความศรัทธาจัดอยู่ในประเภทของความรัก เหมือนดังที่เรื่องวิลายัต (อำนาจการปกครองที่มาจากพระเจ้า) แตกต่างจากเรื่องของ หัวหน้า ผู้ปกครอง หรือพระราชา หรือเหมือนกับเรื่องของ การจ่ายคุมซ์ และซะกาตที่แตกต่างจากเรื่องการเสียภาษี กล่าวคือ ผู้ศรัทธามีความรู้ต่อสิ่งต่างๆ มากมาย แต่พวกเขาไม่มีความรักผูกพันกับสิ่งต่างๆ เหล่านั้น เช่นพวกเขามีความรู้เกี่ยวกับความสูงของภูเขา ความลึกของมหาสมุทร ประวัติศาสตร์การปกครองของกษัตริย์ในยุคต่างๆ และเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย แต่พวกเขาไม่มีความรักและผูกพันกับความรู้เหล่านี้ แต่เมื่อกล่าวถึงความรู้เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าต้องมีเรื่องศรัทธาเข้ามาเกี่ยวข้อง และมีความรักความผูกพันกับเรื่องนี้ ความรักและการศรัทธาเช่นนี้เป็นรางวัลจากพระผู้เป็นเจ้าที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ในจิตวิญญาณของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้แท้ที่จริงแล้วพวกปฏิเสธการศรัทธาได้เปลี่ยนแปลงธรรมชาติดั้งเดิมของพวกเขาด้วยกับความดื้อรั้น

 

และเช่นกันในเรื่องคุมซ์ ซะกาต ต้องมีความศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อมั่น และความใกล้ชิดต่ออัลลอฮ์(ซ.บ) เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้มีอยู่ในเรื่องทรัพย์สินเงินทองอื่น ด้วยเหตุนี้ผู้คนต่างก็เสียภาษี แต่พวกเขาไม่มีความรักความผูกพันกับผู้ที่รับภาษี แต่สำหรับผู้ศรัทธาที่จ่ายคุมซ์ หรือซะกาต พวกเขาต่างก็มีความรักความผูกพันกับผู้ที่เขาจ่ายทรัพย์สินนั้นไป (เพราะการทรัพย์สินนั้นเป็นไปตามบทบัญญัติที่เกิดมาจากความเชื่อศรัทธาในพระเจ้า)

 

 

 

 

Add comment


Security code
Refresh

ความคิดเห็นล่าสุด

RSS

ซูเราะฮ์หุญุรอต โองการที่ 10

News image

“แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธานั้นเป็นพี่น้องกัน ดังนั้นพวกเจ้าจงไกล่เกลี่ยประนีประนอมกันระหว่างพี่น้องทั้งสองฝ่ายของพวกเจ้า  

ซูเราะฮ์หุญุรอต โองการที่ 9

News image

ซูเราะฮ์หุญุรอต โองการที่ 9 กล่าวว่า :

ซูเราะฮ์หุญุรอต โองการที่ 7-8

News image

“และพวกเจ้าพึงรู้เถิดว่า ในหมู่พวกเจ้านั้นมีศาสนทูตของอัลลอฮ์อยู่

ซูเราะฮ์หุญุรอต โองการที่ 6

News image

  “โอ้บรรดาผู้ศรัทธา! หากคนชั่วนำข่าวใดๆ มาแจ้งแก่พวกเจ้า

More in: กุรอานกับจริยธรรม

Quran Facebook

Quranrasul On Facebook

About US

มูลนิธิส่งเสริมการศึกษากุรอาน อัรรอซูลุลอะอ์ซอม(ศ๊อลฯ) ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการศึกษาพระมหาคัมภีร์ อัลกุรอานในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าการอ่าน, ตัจญวีด, ความหมาย, อุลูมกุรอาน, ตลอดจนการอรรถาธิบายอัลกุรอาน นอกจากนี้ยังมุ่งมั่นที่จะนำมาซึ่งข้อพิสูจน์ถึงความยิ่งใหญ่และการเป็นทางนำของคัมภีร์เล่มนี้สำหรับบุคคลทั่วไป

และหากท่านมีขอเสนอแนะใดๆ สามารถติดต่อได้ที่

อีเมล์: info@quranrasul.com