Sunday, 05 September 2010
เว็บไซต์สำหรับผู้แสวงหาสารธรรมแห่งกุรอาน - เนื้อหา - กุรอานกับจริยธรรม - ซูเราะฮ์หุญุรอต โองการที่ 6
ซูเราะฮ์หุญุรอต โองการที่ 6
Written by Administrator   

 

“โอ้บรรดาผู้ศรัทธา! หากคนชั่วนำข่าวใดๆ มาแจ้งแก่พวกเจ้า

พวกเจ้าก็จงสอบสวนให้แน่ชัด หาไม่แล้วพวกเจ้าก็จะก่อเคราะห์กรรมแก่พวกหนึ่งโดยไม่รู้ตัว แล้วพวกเจ้าจะกลายเป็นผู้เสียใจในสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำไป”

 


สาระศึกษา


คำถาม: โองการนี้กล่าวถึงคำสั่งเกี่ยวกับการสอบสวน แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ห้ามเกี่ยวกับการสอดแนมเรื่องของผู้อื่นไว้ในโองการที่ 12 ของซูเราะฮ์นี้ ฉะนั้นเป็นไปได้กระนั้นหรือที่การสอดแนมเป็นที่ต้องห้าม (ฮะรอม)และการสอบสวนเป็นสิ่งที่จำเป็น (วาญิบ) ด้วยเช่นกัน?


คำตอบ: ที่การสอดแนมเป็นฮะรอมนั้นเกี่ยวข้องกับความประพฤติส่วนตัวของผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวกับการสังคม แต่ในกรณีที่การสอบสวนเป็นวาญิบนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสังคมที่เราต้องการปฏิบัติให้อยู่ในบันทัดฐานนี้ ซึ่งถ้าหากเราไม่สอบสวนเนื่องเพราะการให้เกียรติตัวบุคคล เป็นไปได้ที่อาจทำให้ประชาคมต้องตกอยู่ในอันตราย


สารที่ได้รับจากโองการนี้


สามารถได้รับบทเรียนที่สำคัญอย่างมากมายจากโองการนี้ ซึ่งเราจะขอกล่าวเพียงบางส่วนดังนี้:


1. เมื่อต้องการจะออกคำสั่งหนึ่งแก่ผู้ใดก็ตาม ก็จงกล่าวชื่อเขาผู้นั้นอย่างให้เกียรติ “โอ้บรรดาผู้ศรัทธา”


2. บรรดาสาวกของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ไม่ได้มีความยุติธรรมทั้งหมด แต่ยังมีกลุ่มที่ทำชั่ว (ฟาสิก) และผู้กลับกลอก (มุนาฟิก) อยู่ในหมู่พวกเขาด้วย “หากคนชั่วนำข่าวใดๆ มาแจ้งแก่พวกเจ้า”


3. ไม่ห้ามในการทำให้เกิดความอับอายแก่ผู้ที่การงานของเขาก่อให้เกิดความแตกแยก “หากคนชั่วนำข่าวใดๆ มาแจ้งแก่พวกเจ้า” (โดยคำนึงถึงว่าเป้าหมายของคนชั่วในที่นี้ คือ วะลีด บิน อุกบะฮ์)


4. อิสลามถือว่าการให้ความไว้วางใจแก่ผู้อื่นนั้นเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิต แต่ต้องแยกระหว่างผู้ที่ความชั่วของเขาเป็นที่ชัดเจนสำหรับทั้งหมดกับผู้ปกติชนออกจากกัน “หากคนชั่วนำข่าวใดๆ มาแจ้งแก่พวกเจ้า”


5. สิ่งที่ปูทางให้เกิดเหตุการณ์นั้นมีสองสิ่งคือ: ความเพียรพยายามของของคนชั่ว กับความหูเบาของผู้ศรัทธา “โอ้บรรดาผู้ศรัทธา! หากคนชั่วนำข่าวใดๆ มาแจ้งแก่พวกเจ้า”


6. แม้ว่าเราต้องไม่เอาข่าวมาจากคนชั่วก็ตาม แต่พวกเขาก็เข้ามาหาเราเองโดยนำข่าวที่ไม่ถูกต้องมาให้ “คนชั่วนำข่าวใดๆ มาแจ้ง”


7. ไม่จำเป็นต้องสอบสวนในทุกๆ ข่าวสาสน์ (เพราะคำว่า (นะบะอ์) นั้นคือข่าวที่สำคัญที่จะต้องนำมาสอบสวน


8. การมีศรัทธานั้นไม่คู่ควรกับการหูเบา “บรรดาผู้ศรัทธา.....พวกเจ้าก็จงสอบสวนให้แน่ชัด”


9. อย่าล่าช้าในการสอบสวน “พวกเจ้าก็จงสอบสวนให้แน่ชัด”


10. สังคมอิสลามตกอยู่ภายใต้การจู่โจมทางข่าวสาสน์ ฉะนั้นมุสลิมต้องฉลาดและเป็นนักการสอบสวน “โอ้บรรดาผู้ศรัทธา! หากคนชั่วนำข่าวใดๆ มาแจ้งแก่พวกเจ้า พวกเจ้าก็จงสอบสวนให้แน่ชัด”


11. เนื่องจากบางครั้งผู้ทำชั่วพูดจริง ด้วยเหตุนี้ต้องไม่ปฏิเสธคำพูดทั้งหมดของพวกเขา แต่ต้องตรวจสอบเสียก่อน “พวกเจ้าก็จงสอบสวนให้แน่ชัด”


12. การรักษาเยียวยาภัยแห่งความชั่วร้ายและความไม่เป็นระบบของสังคมคือความชานฉลาดของประชาคมมุสลิม “พวกเจ้าก็จงสอบสวนให้แน่ชัด”


13. เราจงลงโทษบรรดาผู้ทำชั่วด้วยการตรวจสอบและสอบสวนและจงอย่ามอบสนามแห่งสังคมมุสลิมให้แก่พวกเขา “พวกเจ้าก็จงสอบสวนให้แน่ชัด หาไม่แล้วพวกเจ้าก็จะก่อเคราะห์กรรมแก่พวกหนึ่งโดยไม่รู้ตัว”


14. ในการบริหารจำเป็นต้องป้องกันเหตุการณ์ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น เริ่มต้นด้วยการตรวจสอบแล้วค่อยเริ่มดำเนินการ “พวกเจ้าก็จงสอบสวนให้แน่ชัด หาไม่แล้วพวกเจ้าก็จะก่อเคราะห์กรรมแก่พวกหนึ่งโดยไม่รู้ตัว”


15. การอธิบายถึงปรัชญาและความเร้นลับของบทบัญญัติแห่งพระผู้เป็นเจ้า จะช่วยกระตุ้นความต้องการของมุสลิมในการปฏิบัติศาสนกิจมากยิ่งขึ้น (ปรัชญาและความเร้นลับในการตรวจสอบ การออกห่างจากความแตกแยกได้ถูกอธิบายไว้แล้วในสังคม) “พวกเจ้าก็จงสอบสวนให้แน่ชัด หาไม่แล้วพวกเจ้าก็จะก่อเคราะห์กรรมแก่พวกหนึ่งโดยไม่รู้ตัว”


16. เป้าหมายของการนำข่าวจากผู้ทำชั่ว คือสร้างความแตกแยกและทำลายเสถียรภาพความมั่นคงของระบบการปกครอง “หาไม่แล้วพวกเจ้าก็จะก่อเคราะห์กรรมแก่พวกหนึ่งโดยไม่รู้ตัว”


17. การปฏิบัติตามการรายงานที่ยังไม่ ได้ตรวจสอบ อาจทำให้กลุ่มหนึ่งได้รับความเสียหาย “หาไม่แล้วพวกเจ้าก็จะก่อเคราะห์กรรมแก่พวกหนึ่งโดยไม่รู้ตัว”


18. การปฏิบัติอย่างเร่งรีบและปราศจากการตรวจสอบ ถือเป็นความโง่เขลาอย่างหนึ่ง “หาไม่แล้วพวกเจ้าก็จะก่อเคราะห์กรรมแก่พวกหนึ่งโดยไม่รู้ตัว”


19. การปฏิบัติตามคำสั่งต่างๆ ของพระผู้เป็นเจ้า เป็นการปกป้องจากความเสียใจ เราจงตรวจสอบเพื่อไม่ให้เกิดความเสียใจในภายหลัง “พวกเจ้าก็จงสอบสวนให้แน่ชัด....แล้วพวกเจ้าจะกลายเป็นผู้เสียใจ”


20. บั้นปลายของการงานที่ไม่ได้ตรวจสอบคือ ความเสียใจ “แล้วพวกเจ้าจะกลายเป็นผู้เสียใจ”


การฝ่าฝืน (ฟิสก์) คืออะไร? และผู้ฝ่าฝืน (ฟาสิก) คือใคร?


ในโองการที่ 6 ของซูเราะฮ์หุญุรอตได้สั่งเสียว่าหากผู้ฝ่าฝืนนำข่าวสำคัญมาแจ้งแก่พวกท่านก็จงสอบสวนเสียก่อน ฉะนั้นเราต้องรู้ว่าใครคือผู้ฝ่าฝืนและรู้ถึงหนทางในการแยกแยะข่าวเท็จออกจากข่าวที่เป็นจริง ?


(ฟิสก์) ตามความหมายพจนานุกรม คือ การแยก และในศัพท์เชิงวิชาการแห่งอัล-กุรอาน หมายถึง การแยกและออกจากหนทางอันเที่ยงตรง คำนี้ตรงข้ามกับคำว่า (อิดาลัต) (หมายถึงความยุติธรรม) และผู้ฝ่าฝืน คือผู้ที่ทำบาปใหญ่แล้วไม่ขออภัยโทษ


(ฟิสก์) ถูกกล่าวถึงในอัล-กุรอานในกรณีต่างๆ ถึง 54 ครั้ง อาทิเช่น


1. บางครั้งใช้ในกรณีของการหลงผิดทางความคิดและความเชื่อ ดังที่ถูกกล่าวแก่ฟิรเอาน์และชนชาติของเขาว่า “แท้จริงพวกเขาเป็นหมู่ชนผู้ฝ่าฝืน”


2. บางครั้งใช้กับผู้ที่มีหลายหน้าและเรียกผู้กลับกลอกว่าเป็นผู้ฝ่าฝืน “แท้จริงบรรดามุนาฟิกนั้นพวกเขาคือผู้ฝ่าฝืน”


3. บางครั้งใช้กับผู้ที่กลั่นแกล้งบรรดาศาสดาและดื้อรั้นต่อคำสั่งต่างๆ ของพวกท่าน อัล กุรอานกล่าวถึงบะนีอิสรออีลที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนบีมูซา(อ.) ว่า “พวกเขากล่าวว่า โอ้มูซา! แท้จริงพวกเราจะไม่เข้าไปที่นั้นโดยเด็ดขาด.... ดังนั้นเจ้าจงอย่าเสียใจให้แก่ประชาชาติผู้ละเมิดเหล่านั้นเลย”


4. บางครั้งเรียกผู้ที่ไม่ได้ตัดสินตามกฏหมายแห่งพระผู้เป็นเจ้าว่าเป็นผู้ฝ่าฝืน “และผู้ใดที่มิได้ตัดสินด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมาแล้ว ชนเหล่านี้คือผู้ที่ฝ่าฝืน”


5. บางครั้งเรียกผู้ที่มีเล่ห์เหลี่ยมว่าผู้ฝ่าฝืน “......ในทำนองนั้นแหละเราจะทดสอบพวกเขา เนื่องด้วยการที่พวกเขาฝ่าฝืน”


6. บางครั้งเรียกผู้ที่ละทิ้งหน้าที่สำคัญของการเชิญชวนสู่การทำดีและห้ามปรามจากการทำความชั่วว่าเป็นผู้ฝ่าฝืน “ครั้นเมื่อพวกเขาลืมสิ่งที่พวกเขาถูกเตือนในสิ่งนั้น เราก็ช่วยเหลือบรรดาผู้ที่ห้ามปรามการทำชั่วให้รอดพ้นและได้จัดการแก่บรรดาผู้ที่อธรรมเหล่านั้นด้วยการลงโทษอันรุนแรงเนื่องด้วยการที่พวกเขาฝ่าฝืน”


7. บางครั้งเรียกผู้ที่ยึดเอา บ้าน การธุระกิจ ครอบครัวและวัตถุเหนือกว่าการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์(ซ.บ) ว่าเป็นผู้ฝ่าฝืน “จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า หากบรรดาบิดาของพวกเจ้า บรรดาลูกๆ ของพวกเจ้า บรรดาพี่น้องของพวกเจ้า บรรดาคู่ครองของพวกเจ้า บรรดาญาติของพวกเจ้า บรรดาทรัพย์สมบัติที่พวกเจ้าแสวงหาไว้ และสินค้าที่พวกเจ้ากลัวว่าจะจำหน่ายมันไม่ออก และบรรดาที่อยู่อาศัยที่พวกเจ้าพึงพอใจมันนั้น เป็นที่รักใคร่แก่พวกเจ้ายิ่งกว่าอัลลอฮ์(ซ.บ) และศาสนทูตของพระองค์ และการต่อสู้ในทางของพระองค์แล้วไซร้ ...... และอัลลอฮ์(ซ.บ) นั้นจะไม่ทรงนำทางแก่กลุ่มชนที่ฝ่าฝืน”


8. บางครั้งใช้เรียกผู้ที่มีอารมณ์เลยเถิดทางเพศ (อัล กุรอานเรียกชนชาติลูฏที่ทำบาปลิวาฏในที่สาธารณะอย่างไร้ยางอายว่าเป็นผู้ฝ่าฝืน) “แท้จริงเราเป็นผู้นำการลงโทษจากฟากฟ้าสู่ชาวเมืองนี้ เนื่องจากพวกเขาฝ่าฝืน”


9. บางครั้งเรียกการใช้ประโยชน์จากอาหารที่เป็นฮะรอมว่าเป็นการฝ่าฝืน “ได้ถูกห้ามแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งสัตว์ที่ตายเองและเลือดและเนื้อสุกรและ......เหล่านั้นเป็นการละเมิด”


10. บางครั้งใช้เรียกการใส่ร้ายสตรีที่บริสุทธิ์ “และบรรดาผู้กล่าวโทษบรรดาหญิงบริสุทธิ์.....ชนเหล่านั้นพวกเขาเป็นผู้ฝ่าฝืน”


การปฏิบัติต่อผู้ฝ่าฝืน


1.โองการอัล-กุรอานและรายงานต่างๆ ได้ห้ามมวลมุสลิมเป็นมิตรกับผู้ฝ่าฝืน อิมามศอดิก(อ.) รายงานจากอิมามบาเกร(อ.) รายงานจากอิมามสัจญาด(อ.) ว่า จงออกห่างจากการเป็นมิตรกับผู้ฝ่าฝืน พวกเขาจะขายท่านเพียงอาหารคำหนึ่งหรือน้อยกว่านั้น (พวกเขาไม่มีความจริงใจเลย)


2.อิมามอาลี(อ.) กล่าวว่า: พยานยืนยันของผู้ฝ่าฝืนจะไม่เป็นที่ถูกยอมรับ


3. ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ็อลฯ) ดำรัสว่า: ไม่มีการนินทา สำหรับผู้ฝ่าฝืนที่ทำบาปอย่างเปิดเผย


4. ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ็อลฯ) ดำรัสว่า: จงอย่าตอบรับคำเชิญชวนไปเป็นแขกจากผู้ฝ่าฝืน


การตรวจสอบคือ ยารักษาความเจ็บปวดของสังคม


ในหน้าประวัติศาสตร์, บรรดาศาสดาต้องเผชิญกับประชาชนและสังคมซึ่งต่างก็ประสบกับโรคภัยต่างๆ ทางสังคมและจริยธรรม แม้กระทั่งปัจจุบันที่มนุษย์มีความเจริญก้าวหน้าอย่างมากมายทั้งในด้านวิชาการ, เศรษฐกิจและสังคม โรคภัยต่างๆ นั้นก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม ซึ่งโรคภัยต่างๆ นั้นได้แก่:


1. การปฏิบัติตามบรรพชนอย่างหลับหูหลับตาและประเพณีต่างๆ ที่หลงผิด


2. การปฏิบัติตามการมโนภาพ การทำนายและความฝันต่างๆ


3. การตัดสินโดยปราศจากความรู้ การออกทัศนะโดยปราศจากความรู้ การยกย่องหรือตำหนิโดยปราศจากความรู้อีกทั้งการเขียนและการพูดที่ปราศจากความรู้


คำสั่งให้ตรวจสอบและวิเคราะห์ตามโองการนี้ถือว่าเป็นยารักษาโรคอาการป่วยไข้ทั้งหมดนี้ หากสังคมของเราเป็นสังคมที่มีการตรวจสอบและวิเคราะห์ภัยพิบัติต่างๆ ทางสังคมก็จะถูกเยียวยาไปในที่สุด


ตัวอย่างที่ขมขื่น


หลังจากสงครามคอยบัร ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ได้ส่งบุรุษผู้หนึ่งนามว่า อุซามะฮ์ บิน เซด พร้อมด้วยคณะจำนวนหนึ่งจากมวลมุสลิมไปยังชาวยิวที่อาศัยอยู่ตามชนบทของฟะดัก เพื่อเรียกร้องเชิญชวนให้พวกเขาเข้าสู่อิสลามหรือยอมรับเงื่อนไขภายใต้การดูแลของรัฐอิสลาม มีชาวยิวคนหนึ่ง (มีนามว่า มิรดาส) เมื่อทราบข่าวก็ได้นำทรัพย์สินและครอบครัวของตนไปยังภูเขาลูกหนึ่ง แล้วได้ต้อนรับมวลมุสลิมด้วยการกล่าว ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์(ซ.บ) มุฮัมมัดคือศาสนทูตของอัลลอฮ์ อุซามะฮ์ คิดว่าเขาเข้ารับอิสลามเพราะความเกรงกลัว และอิสลามของเขาไม่ใช่เป็นอิสลามที่แท้จริง จึงได้ฆ่า (ชาวยิวคนนั้น) เมื่อท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ็อลฯ) ทราบข่าว ท่านโกรธเป็นอย่างมาก โองการจึงถูกประทานลงมาว่า “ผู้ที่ศรัทธาทั้งหลาย! เมื่อพวกเจ้าเดินทางไปในทางของอัลลอฮ์(ซ.บ) ก็จงให้ประจักษ์ชัดเสียก่อนและจงอย่ากล่าวแก่ผู้ที่กล่าวสลามแก่พวกเจ้าว่า ท่านมิใช่เป็นผู้ศรัทธา โดยแสวงหาสิ่งอำนวยประโยชน์ชั่วคราวแห่งชีวิตความเป็นอยู่ในโลกนี้แต่ ณ ที่อัลลอฮ์(ซ.บ) นั้นมีปัจจัยยังชีพอันมากมาย”


การทำงานอย่างเข้มแข็ง


อิสลามให้ความสำคัญอย่างมากต่อเรื่องความถี่ถ้วนและความเข็มแข็งในการงานต่างๆ เช่นในเรื่องดังต่อไป :


1. ในเรื่องหลักศรัทธา ห้ามปฏิบัติตาม (ตักลีด) โดยกล่าวว่า: แต่ละคนต้องเลือกหนทางในการคิดด้วยกับปัญญาของตน


2. ในเรื่องผู้นำ โดยถือว่าจำเป็นต้องมีความบริสุทธิ์หรือความยุติธรรมควบคู่กับเงื่อนไขอื่นๆ


3. ในเรื่องของการปฏิบัติตาม (ตักลีด) ก็เช่นกันที่กล่าวถึงเงื่อนไขของมัรเญียะอ์เอาไว้ว่าต้องมีความรู้ ความยุติธรรม ออกห่างจากอารมณ์ไฝ่ต่ำ มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลเกี่ยวกับโลกปัจจุบัน


4. ในเรื่องการตัดสินความ นอกเหนือจากการต้องมีความรู้และความยุติธรรมแล้ว การให้สวัสดิการในการดำเนินชีวิตของทนายความก็ถือว่าเป็นอีกเงื่อนไขหนึ่ง เพื่อสกัดกั้นการติดสินบนของทนายความเมื่อมีความขัดสนทางด้านเศรษฐกิจ


5. ในเรื่องการเซ็นสัญญาทางด้านธุระกิจ โองการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์นั้นเกี่ยวกับเรื่องของการเซ็นสัญญาในการทำธุระกิจ อิสลามได้สั่งเสียให้เราทำงานอย่างเข้มแข็งแม้กระทั่งในเรื่องของการฝังศพ เพราะเมื่อมวลมุสลิมเห็นท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ได้ทำหลุมฝังศพของมุสลิมคนหนึ่งอย่างแข็งแกร่ง พวกเขาก็ถามขึ้นว่า: เขาได้ตายไปแล้ว การพิถีพิถันในการขุดหลุมให้เขานั้นเพื่ออะไรกัน? ท่านดำรัสว่า: พระผู้เป็นเจ้ารักมวลมุสลิมที่มีความเข้มแข็งในทุกๆ กิจการของเขา


อัล กุรอานกล่าวถึงการพูดอีกเช่นกันว่า: “และจงกล่าวถ้อยคำที่เที่ยงธรรมเถิด” หลังจากที่มองเรื่องนี้อย่างพอสังเขปแล้วเราก็จะกล่าวถึงเรื่องของข่าวในอิสลาม


ข่าวสารในอิสลาม


อิสลามเน้นย้ำไว้อย่างมากมายเกี่ยวกับเรื่องข่าวสาร เช่น


1. อัล กุรอานสั่งแก่เราว่า “และอย่าติดตามสิ่งที่เจ้าไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น แท้จริงหู และตา และหัวใจ ทุกสิ่งเหล่านั้นจะถูกสอบสวน”


2. อัล กุรอานได้ตำหนิผู้ที่ได้ยินข่าวแล้วกระจายข่าวนั้นโดยไม่ยั้งคิดอย่างรุนแรงว่า “และเมื่อมีเรื่องหนึ่งเรื่องใดมายังพวกเขาจะเป็นความปลอดภัยก็ดีหรือความกลัวก็ดีพวกเขาก็จะแพร่มันออกไปและหากว่าพวกเขาให้มันกลับไปยังท่านศาสนทูต และยังผู้ปกครองการงานในหมู่พวกเขาแล้วแน่นอนบรรดาผู้ที่วินิจฉัยมันในหมู่พวกเขาก็ย่อมรู้มันได้”


3. อัล กุรอานกล่าวถึงบทลงโทษอย่างหนักหน่วงแก่ผู้ที่แพร่ข่าวที่เป็นเท็จและสร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นในสังคม


4. ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ดำรัสในช่วงการเดินไปฮัจญ์ครั้งสุดท้ายว่า: มีผู้ที่รายงานข่าวเท็จจากฉันนั้นมีมากมาย และจะมีมากขึ้นในอนาคต ใครก็ตามที่กล่าวเท็จแก่ฉันด้วยความตั้งใจ ที่พนักของเขาคือนรก และจงนำสิ่งที่ได้ยินจากฉันมาตรวจสอบกับอัล กุรอานและซุนนะฮ์ ซึ่งหากสอดคล้องกับทั้งสองแล้วไซร์ก็จงรับมันไว้ แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นก็จงปฏิเสธมัน


5. อิมามศอดิก(อ.) กล่าวสาปแช่งผู้ที่กล่าวเท็จแก่บิดาของท่านอิมามบาเกร(อ.) ท่านกล่าวว่า: ทุกสิ่งที่ได้ยินจากเราหากพบพยานยืนยันจากอัล กุรอานหรือคำกล่าวอื่นๆ ของเราก็จงรับมันเอาไว้ แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นแล้วก็จงปฏิเสธมัน


6. อิมามริฎอ(อ.) กล่าวว่า: หลักฐานคำกล่าวของเราคือ อัล กุรอานและซุนนะฮ์ของศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ็อลฯ)


7. หนึ่งในวิชาการที่สำคัญที่สุดของอิสลามคือ วิชาริญาล ซึ่งเป็นวิชาที่ทำให้รู้จักข่าวที่ถูกต้องและข่าวที่ไม่ถูกต้องอีกทั้งตรวจสอบผู้รายงานข่าว (ฮะดีษ)


วิธีการตรวจสอบ


สิ่งที่สำคัญคือ การตรวจสอบและการแสวงหาความรู้เพื่อไม่ให้ปฏิบัติอย่างโง่เขลา แน่นอนศาสนาอิสลามซึ่งเป็นศาสนาที่สมบูรณ์ย่อมบอกถึงหนทางต่างๆ ในการรู้จักข่าวที่ถูกต้องและข่าวที่ไม่ถูกต้องเอาไว้ เช่น:


1. การย้อนดูหนังสือที่หนักแน่นและน่าเชื่อถือ ซึ่งท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ได้นำเอา เตารอตและอินญีลเป็นพยานยืนยันว่า “ถูกจารึกไว้ ณ ที่พวกเขา ทั้งในอัต-เตารอต และในอัล-อินญีล”


2. การไถ่ถามจากบรรดาผู้รู้ที่มีความยำเกรง “ดังนั้น พวกเจ้าจงถามบรรดาผู้รู้ หากพวกเจ้าไม่รู้”


3. การมีพยานยืนยันที่ยุติธรรมสองคน “โดยผู้ที่ยุติธรรมสองคนในหมู่พวกเจ้าจะกระทำการชี้ขาดมัน”


4. การตรวจสอบรายบุคคล ที่มนุษย์ใช้ตรวจสอบความถูกต้องและความไม่ถูกต้องได้ เช่นการตรวจสอบของชาวนัจจาชีท่านหนึ่งที่ตรวจสอบมวลมุสลิมที่อพยพไปยังเอธิโอเปีย


5. การรวบรวมหลักฐาน บางครั้งมนุษย์สามารถเข้าใจความจริงได้จากการรวบรวมหลักฐานต่างๆ จากวิธีการพูด, การร่วมงาน, เวลา, สถานที่และรูปแบบการทำงาน เช่น ในการทำความรู้จักท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ว่าท่านเป็นผู้ที่ไม่ได้เรียนหนังสือแล้วได้ลุกขึ้นต่อต้านการบูชาเจว็ดในศูนย์กลางของการบูชาเจว็ด และคำพูดของท่านนั้นคืออัล-กุรอาน ท่านถูกรู้จักในนามของผู้มีสัจจะทั้งในหมู่มิตรและศัตรู ท่านเป็นผู้ที่มีมารยาทดีงาม บรรดาสาวกของท่านเป็นผู้มีความซื่อสัตย์ , การปฏิบัติของท่านเปี่ยมไปด้วยการให้อภัยแม้กระทั่งวันแห่งการพิชิตมักกะฮ์ คำสั่งของท่านครอบคลุมโลกทั้งหมด รูปแบบการงานของท่านวางอยู่บนพื้นฐานของสัจธรรมและ......ซึ่งหลักฐานทั้งหมดนี้บ่งบอกถึงสัจธรรมของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)


6. คำพูดของเขาสอดคล้องกับคำพูดก่อนหน้านี้และการไม่มีความขัดแย้งกันในคำพูด


7. คำพูดของเขาสอดคล้องกับคำพูดของผู้อื่น เช่น เขาเข้าใจเนื้อหาหนึ่งจากฮะดิษของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) แล้วต่อมาเห็นว่าบรรดาผู้รู้ก็กล่าวเรื่องนั้นไว้ตรงกับที่เขาเข้าใจ ก็จะทำให้เขามั่นใจในการเข้าใจของเขามากยิ่งขึ้น


8. ตรวจสอบได้จากการส่งผู้ตรวจสอบเฉพาะ ดังที่ท่านอิมามอาลี(อ.) กล่าวว่า: ผู้ที่อยู่ในทิศตะวันตกนั้นคือดวงตาของฉัน ได้รายงานไว้อย่างนี้


9. สิ่งที่ประชาชนรู้ก็สามารถนำมาเป็นหลักฐานในการสร้างความเชื่อมั่นและการตรวจสอบได้ ท่านอิมามอาลี(อ.) กล่าวว่า: ประชาชนได้นำรายงานเช่นนี้มาให้ฉัน


10. ความเชื่อมั่นของผู้อื่น เช่น หากผู้รู้หรือมัรเญียะอ์ตักลีดมีความเชื่อมั่นในฮะดีษบทหนึ่งแล้วได้ฟัตวาตรงตามนั้น หรือการที่ประชาชนที่มีความเคร่งครัดในศาสนาได้นมาซตามผู้หนึ่ง ซึ่งการให้ความเชื่อมั่นเช่นนี้ก็สามารถนำมาเป็นหลักฐานในการตรวจสอบของตนได้


11. ประสบการณ์การทำงานก็สามารถนำมาเป็นหนทางในการตรวจสอบได้อีกเช่นกัน ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ดำรัสแก่ประชาชนว่า: ทำไมจึงสงสัยในตัวฉัน? ฉันได้ใช้ชีวิตอยู่กับพวกท่านและพวกท่านเองก็เห็นสภาพต่างๆ ของฉันแล้ว


การโกหก


เนื่องจากโองการที่ 6 สั่งให้ตรวจสอบและพินิจพิจจารณาข่าว ก็จำเป็นที่เราต้องพูดถึงเรื่องของการโกหกดังต่อไปนี้


1. การโกหกเป็นหนึ่งในการกลับกลอก เพราะมนุษย์ได้พูดสิ่งหนึ่งไปโดยที่เขาเองก็ไม่เชื่อในสิ่งนั้น “พวกเขากล่าวด้วยลิ้นของพวกเขาโดยไม่มีอะไรในหัวใจของพวกเขา”


2. บางครั้งการโกหกนำพาสู่การใส่ร้ายแก่ผู้บริสุทธิ์อย่างไม่เป็นธรรม “อะไรคือการตอบแทนของผู้ประสงค์ร้ายต่อภริยาของท่าน”


3. บางครั้งการโกหกมาในรูปแบบของการสาบานกล่าวคือ สาบานอย่างโกหก “พวกเขาสาบานต่ออัลลอฮ์”


4. บางครั้งการโกหกมาในรูปแบบของการร้องให้ ดังที่พวกพี่ๆ ของนบียูซุฟร้องให้มาหาบิดาแล้วบอกว่ายูซุฟถูกหมาป่าฉีกเป็นชิ้นๆ “และพวกเขาได้กลับมาหาพ่อของพวกเขาเวลาค่ำ พลางร้องไห้”


5. การโกหกไม่เพียงแต่ด้วยคำพูดเท่านั้น แต่บางครั้งโกหกด้วยการกระทำ ดังที่พวกพี่ๆ ของนบียูซุฟ(อ.) นำเสื้อของนบียูซุฟ(อ.) ที่เปื้อนเลือดมาแสดงให้เห็นถึงการโกหกในเชิงปฏิบัติ “และพวกเขาได้นำเสื้อของเขามา มีเลือดปลอมติดอยู่”


6. อิสลามห้ามการโกหกแม้จะเป็นการพูดเล่นก็ตาม


7. การโกหก เป็นกุญแจสู่การทำบาปมากมาย


8. การโกหก จะกีดกันการได้ลิ้มรสชาดของความศรัทธา และเป็นเหตุให้ความศรัทธาเกิดความเสียหาย


9. อิมามบาเกร(อ.) กล่าวว่า: ไม่มีสิ่งใดเลวร้ายไปกว่าการโกหก


10. อิมามอาลี(อ.) กล่าวว่า: จงออกห่างจากการเป็นมิตรกับผู้ที่โกหก เพราะเขาเปรียบดังภาพลวงตา


 

 

 

Add comment


Security code
Refresh

ความคิดเห็นล่าสุด

RSS

ซูเราะฮ์หุญุรอต โองการที่ 10

News image

“แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธานั้นเป็นพี่น้องกัน ดังนั้นพวกเจ้าจงไกล่เกลี่ยประนีประนอมกันระหว่างพี่น้องทั้งสองฝ่ายของพวกเจ้า  

ซูเราะฮ์หุญุรอต โองการที่ 9

News image

ซูเราะฮ์หุญุรอต โองการที่ 9 กล่าวว่า :

ซูเราะฮ์หุญุรอต โองการที่ 7-8

News image

“และพวกเจ้าพึงรู้เถิดว่า ในหมู่พวกเจ้านั้นมีศาสนทูตของอัลลอฮ์อยู่

ซูเราะฮ์หุญุรอต โองการที่ 6

News image

  “โอ้บรรดาผู้ศรัทธา! หากคนชั่วนำข่าวใดๆ มาแจ้งแก่พวกเจ้า

More in: กุรอานกับจริยธรรม

Quran Facebook

Quranrasul On Facebook

About US

มูลนิธิส่งเสริมการศึกษากุรอาน อัรรอซูลุลอะอ์ซอม(ศ๊อลฯ) ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการศึกษาพระมหาคัมภีร์ อัลกุรอานในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าการอ่าน, ตัจญวีด, ความหมาย, อุลูมกุรอาน, ตลอดจนการอรรถาธิบายอัลกุรอาน นอกจากนี้ยังมุ่งมั่นที่จะนำมาซึ่งข้อพิสูจน์ถึงความยิ่งใหญ่และการเป็นทางนำของคัมภีร์เล่มนี้สำหรับบุคคลทั่วไป

และหากท่านมีขอเสนอแนะใดๆ สามารถติดต่อได้ที่

อีเมล์: info@quranrasul.com