| ซูเราะฮ์หุญุรอต โองการที่ 4-5 |
| Written by Administrator |
|
“แท้จริงบรรดาผู้ส่งเสียงเรียกเจ้าทางเบื้องหลังห้องหับเหล่านั้น ส่วนใหญ่ของพวกเขาไม่ใช้สติปัญญา”
“และหากว่าพวกเขาอดทนไว้จนกว่าเจ้าจะออกมาหาพวกเขาแล้ว แน่นอนมันย่อมเป็นการดีสำหรับพวกเขาและอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ” สาระศึกษา 1. ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะไม่มีการส่งเสียงเรียกท่านศาสดา(ศ็อลฯ) จากหลังห้องแล้วก็ตาม แต่เรื่องราวนี้ก็ยังคงเป็นบทเรียนเป็นหลักการสำหรับเราอยู่ ดังที่มีกล่าวไว้ในตัฟซีร รูฮุลมะอานี ว่า อิบนุอับบาส ไปหาอาจารย์ของท่านที่บ้าน แต่เขาไม่เคาะประตูบ้าน จนกว่าอาจารย์ของเขาจะออกมาเอง มีคนถามเขาว่าทำไมท่านจึงไม่เคาะประตู เขากล่าวว่า “และหากว่าพวกเขาอดทนไว้จนกว่าเจ้าจะออกมาหาพวกเขาแล้ว แน่นอนมันย่อมเป็นการดีสำหรับพวกเขา” เราได้ประจักษ์แล้วว่า อิบนุอับบาสได้ให้บทเรียนเกี่ยวกับโองการนี้ที่กล่าวถึงสถานภาพของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) แก่ทั้งหมดไว้อย่างไร? ใช่แล้ว ย่อมไม่มีใครกล่าวว่า ปัจจุบันนี้ไม่มีอะบูละฮับแล้ว ฉะนั้นประโยค มือทั้งสองของอะบีละฮับจงพินาศ.. จะมีความหมายอย่างไร? เพราะโองการกล่าวชื่อเฉพาะเอาไว้ แต่ทว่าเป้าหมายคือ การคิดใคร่ครวญในการกระทำต่างๆ ของบุคคลนั้นต่างหาก อะบูละฮับ คือผู้ปฏิเสธและเป็นผู้บ่อนทำลาย และหากวันนี้เรากล่าวว่า (มือทั้งสองของอะบีละฮับจงพินาศ..) หมายถึง ความพินาศจงประสบแก่มือของผู้ที่มีเจตนารมณ์ที่ไม่ดีกับบรรดามุสลิม และเป็นผู้บ่อนทำลายเหล่าผู้นำของพระผู้เป็นเจ้า 2. จำนวนห้องในบ้านของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) มี 9 ห้อง ซึ่งทำด้วยก้านอินทผลัมและแต่ละประตูกั้น ด้วยม่านที่ทำจากขนแพะ แต่ละห้องมีความยาวประมาณ 5 เมตรและมีความสูงประมาณ 4 เมตร ห้องต่างๆ นี้ถูกทำลายในสมัย วะลีด บิน อับดิลมะลิก และกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของมัสญิดไปที่สุด วันที่ได้ทำลายห้องต่างๆนี้ เสียงร้องให้ของบรรดามุสลิมได้ดังขึ้น และสะอีด บิน มุสัยยับ กล่าวว่า ฉันชอบที่จะให้ห้องต่างๆ นี้ยังคงอยู่ในสภาพเดิมต่อไป เพื่อให้ชาวโลกได้ดูการดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายนี้เป็นอุทาหรณ์ สารที่ได้รับจากโองการนี้ 1. ต้องให้ความสำคัญต่อสถานภาพของบุคคล การตะโกนเรียกตามตรอกซอย การบังคับจิตใจจิตใจท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ให้ได้ตามความต้องการตน ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมกับสถานภาพของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) 2. จงอย่าถือว่าผู้นั้นไร้ซึ่งสติปัญญาเพียงแค่การเคลื่อนไหวหนึ่งที่ไม่มีมารยาท กลุ่มที่ได้ตะโกนเรียกท่านศาสดา(ศ็อลฯ) จากหลังห้องเพื่อต้องการให้ท่านออกมานั้น เป็นผู้ที่ไร้สติปัญญา (เพราะคำว่า ยุนาดูนะก้า) (ในภาษาอาหรับ เป็นคำกิริยาปัจจุบัน (มุฏอเรี้ยะอ์) ซึ่งบ่งบอกถึงการกระทำอย่างต่อเนื่อง) 3. การตะโกนเรียกของผู้ที่มีเสียงดังเป็นปกติวิสัย (ไม่ใช่เพื่อการเหยียดหยาม) นั้นย่อมไม่รวมอยู่กับผู้ที่ไร้มารยาทอย่างตั้งใจ (เช่น บางครั้ง บิดา มารดา จะเรียกชื่อบุตรของตนง่ายๆ แต่ท่านทั้งสองก็ไม่ได้มีเป้าหมายที่เลวร้ายอะไร ซึ่งย่อมแตกต่างจากผู้ที่เรียกชื่อพวกเขาอย่างง่ายๆ โดยตั้งใจอย่างไร้มารยาท) 4. การเรียกตะโกนต่อผู้นำแห่งฟากฟ้าตามตรอกซอยอย่างไร้มารยาทนั้นบ่งบอกถึงการไม่มีสติปัญญา (แท้จริงบรรดาผู้ส่งเสียงเรียกเจ้าทางเบื้องหลังห้องหับเหล่านั้น ส่วนใหญ่ของพวกเขาไม่ใช้สติปัญญา) 5. ผู้ที่มีสติปัญญามากกว่า ย่อมมีมารยาทที่มากกว่าเช่นกัน (แท้จริงบรรดาผู้ส่งเสียงเรียกเจ้าทางเบื้องหลังห้องหับเหล่านั้น ส่วนใหญ่ของพวกเขาไม่ใช้สติปัญญา) ท่านอิมามอาลี(อ.) กล่าวว่า: ผู้ที่ไม่มีมารยาทคือผู้ที่ไร้ปัญญา 6. หนึ่งในหนทางของการปรับปรุงและอบรมสั่งสอน คือ การท้วงติงและตำหนิผู้ที่ฝ่าฝืน (แท้จริงบรรดาผู้ส่งเสียงเรียกเจ้าทางเบื้องหลังห้องหับเหล่านั้น ส่วนใหญ่ของพวกเขาไม่ใช้สติปัญญา) 7. เมื่อการฝ่าฝืนถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า การตำหนิถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น (แท้จริงบรรดาผู้ส่งเสียงเรียกเจ้าทางเบื้องหลังห้องหับเหล่านั้น ส่วนใหญ่ของพวกเขาไม่ใช้สติปัญญา) 8. จงให้เกียรติแก่เวลาที่เสร็จจากการงานของผู้อื่น ท่านศาสดาแห่งอิสลามก็ต้องการความสงบ การพักผ่อน และการอยู่กับครอบครัว ประชาชนต้องไม่รบกวนเวลานี้ของท่าน (และหากว่าพวกเขาอดทนไว้จนกว่าเจ้าจะออกมาหาพวกเขาแล้ว) การรบกวนผิดเวลาและการสร้างความกดดันแก่ท่านนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม 9. ความอดทนบ่งบอกถึงการมีมารยาท (และหากว่าพวกเขาอดทนไว้จนกว่าเจ้าจะออกมาหาพวกเขาแล้ว) 10. ในการที่ประชาชนจะเข้าพบผู้นำ สิทธิการกำหนดเวลาพบนั้นเป็นของผู้นำ (จนกว่าเจ้าจะออกมาหาพวกเขาแล้ว) 11. ศาสดาแห่งอิสลาม(ศ็อลฯ)ได้กำหนดเวลาเพื่อพบปะกับประชาชนแล้ว ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องเรียกตะโกนตามตรอกซอย (จนกว่าเจ้าจะออกมาหาพวกเขาแล้ว) 12. เราต้องเข้าหาผู้ที่ไม่มารยาทและไม่มีสติปัญญา ด้วยความเมตตาและการอภัย อย่าทำให้พวกเขาหมดหวัง หลังจากที่พระผู้เป็นเจ้าได้ตำหนิผู้ที่ตะโกนเรียกท่านศาสดา พระองค์ยังทรงอธิบายถึงความอดทน การให้อภัยและความเมตตาของพระองค์ เพื่อให้ไม่พวกเขาหมดหวังและเปิดโอกาสให้พวกเขาเปลี่ยนแปลง (และหากว่าพวกเขาอดทนไว้จนกว่าเจ้าจะออกมาหาพวกเขาแล้วแน่นอนมันย่อมเป็นการดีสำหรับพวกเขาและอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ)
|
อัลกุรอานกล่าวไว้ในโองการที่ 4-5 ซูเราะฮ์ฮุญุรอตว่า : 



