| ตัฟซีรท่านผู้นำ 3 |
| Written by Administrator |
|
การมีเป้าหมายในชีวิตในที่นี้เป็นผลลัพท์หนึ่งของการมีกระบวนทัศน์แบบนี้ ความเพียรพยายามก็เป็นอีกผลลัพท์หนึ่ง ซึ่งหมายความว่า มนุษย์ที่มีกระบวนทัศน์แบบที่เชื่อต่อพระเจ้า หากไม่ตกอยู่ภายใต้ความรู้สึกนึกคิด ไม่ยึดติดหรือไม่มีความเดือดร้อนใดๆ เขาก็ยังจะมีความเพียรพยายามในการทำงานของเขาต่อไป สมมุติว่าหากท่านได้รับมอบหมายให้มีตำแหน่งหน้าที่หนึ่งในรัฐอิสลามไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งที่ใหญ่หรือเล็กก็ตาม โดยที่ไม่มีผู้ใดมาสอดส่องดูแลการทำงานของท่าน พร้อมทั้งไม่ได้ตกอยู่ภายใต้อารมณ์นึกคิดของตนเอง ท่านจะถามตัวเองไหมว่า เวลาทำงานที่ยังเหลืออีกครึ่งชั่วโมงนี้ จะทำงานอีกต่อไปหรือไม่
ตรงนี้เองเป็นที่แสดงออกของกระบวนทัศน์แบบที่เชื่อต่อพระเจ้า คือถ้ามีกระบวนทัศน์แบบที่เชื่อต่อพระเจ้า ซึ่งหมายถึงเชื่อในความเร้นลับ เชื่อว่าพระเจ้าและเหล่าเทวทูต (มลาอิกะฮ์) กำลังจ้องมองอยู่และท่านเองจะต้องตอบคำถามในทุกๆสิ่งที่ท่านกระทำไม่ว่าจะเป็นเล็กหรือใหญ่ และจะได้รับรางวัลจากการกระทำเหล่านั้น ซี่งถ้าเชื่อศรัทธาว่าพระองค์ทรงเห็นการกระทำต่างๆ ท่านก็จะไม่สนใจว่าจะมีใครอื่นเห็นหรือรู้ก็ตาม ท่านก็จะทำงานของท่านต่อไปแม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อยโดยอยู่ตามลำพังก็ตาม เพราะมีแรงจูงใจที่จะให้ท่านทำงานต่อไปเพราะเชื่อศรัทธาว่ามีพระเจ้าและพระองค์ก็ทรงเห็นและรับรู้ต่อการกระทำต่างๆ ในวันอาชูรอ ท่านอิมามฮุเซน(อ.) เป็นคนต่างถิ่นที่อยู่เพียงลำพัง ซึ่งมิใช่อยู่เพียงลำพังในท้องทะเลทรายเท่านั้นแต่ท่านอยู่อย่างโดดเดี่ยวลำพังขณะนั้นในโลก เพราะการกระทำของท่านไม่ถูกยอมรับจากผู้คนทั่วไป อันเนื่องจากทัศนะคติที่ผิดๆ หรือความต้องการที่จะอยู่อย่างสุขสบายของคนในยุคนั้น ซึ่งถ้ามองเหตุการณ์นี้แบบทั่วไปแล้ว ชีวิตและเลือดเนื้อของท่านสูญสิ้นไปอย่างไร้ประโยชน์ ในสถานการณ์เช่นนั้นได้เกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นก็คือ อะลี อัสกัร ทารกน้อยของท่านถูกสังหาร
ความรู้สึกทั่วไปของคนที่อยู่ในสงครามก็คือทำการต่อสู้อย่างห้าวหาญในสมรภูมิ แต่ด้วยความรู้สึกอันใดที่ทำให้ท่านอิมามต้องนำบุตรชายวัยหกเดือนของท่านเข้าสู่สนามรบด้วย? เมื่อบุตรชายของท่านได้ถูกสังหาร ท่านอิมาม กล่าวว่า “เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายใต้สายตาของพระองค์อัลลอฮ์”หมายถึงพระองค์กำลังจ้องมองอยู่ ซึ่งถือเป็นการปลอบโยนจิตใจของมนุษย์ที่เชื่อในอำนาจเร้นลับ และกระบวนทัศน์เช่นนี้จะเสริมสร้างความเพียรพยายามให้กับมนุษย์ คุณสมบัติอีกประการหนึ่งของกระบวนทัศน์นี้ก็คือเห็นถึงความหมายและครุ่นคิดในทุกๆ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อท่านเชื่อถึงความเร้นลับ (ฆอยบ์) และรู้ดีว่าพระประสงค์แห่งพระผู้เป็นเจ้ามีอยู่เหนือสรรพสิ่งพร้อมทั้งเชื่ออีกว่าการสร้างของพระผู้เป็นเจ้านั้นอยู่บนความเป็นระบบระเบียบ ฉะนั้นทุกๆ การเคลื่อนไหวและการพัฒนาไม่ว่าจะเกี่ยวกับธรรมชาติ,ประวัติศาสตร์หรือมนุษยชาติย่อมจะมีความหมายแฝงอยู่ทั้งสิ้น เพราะมันเป็นความจำเป็นของความเป็นระบบระเบียบ และเมื่อมันมีความหมายแฝงอยู่ท่านก็ปรารถนาที่จะรับรู้ถึงมัน ซึ่งย่อมจะทำให้มนุษย์รับรู้มากยิ่งขึ้น ดังนั้นการมีกระบวนทัศน์แบบที่เชื่อศรัทธาต่อพระเจ้าและเชื่อในความเร้นลับย่อมจะเรียกร้องเชิญชวนไปสู่การรู้จักรับรู้ให้มากขึ้นต่อโลก,สิ่งแวดล้อมรอบตัว,ประวัติศาสตร์และทุกๆปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น สรุปก็คือการเชื่อศรัทธาต่อสิ่งเร้นลับเป็นเงื่อนไขแรกสำหรับการมีความยำเกรง ส่วนเงื่อนไขที่สองที่ตามมาของการมีความยำเกรงก็คือการดำรงนมาซ
การดำรงนมาซ
الَّذِينَ يُؤْمِنُونَ بِالْغَيْبِ وَيُقِيمُونَ الصَّلاةَ
บรรดาผู้ซึ่งเชื่อศรัทธาต่อสิ่งเร้นลับและดำรงการนมาซ (อัลบะเกาะเราะฮ์/3)
ข้าพเจ้าเคยกล่าวไปหลายครั้งแล้วว่าการดำรงนมาซมิใช่เพียงแค่รูปแบบการกระทำเท่านั้น แต่ก็น่าเสียใจที่ยังมีการแปลว่าคำนี้ว่าการปฏิบัตินมาซในขณะที่คำว่าการปฏิบัตินมาซในภาษาอาหรับนั้นใช้คำว่า یصلون
ส่วนคำว่า يُقِيمُونَ الصَّلاة
การดำรงการนมาซ ดังนั้นการดำรงนมาซนั้นมีอะไรที่มากกว่าการปฏิบัตินมาซ หมายความว่า
หากท่านปรารถนาที่จะเป็นหนึ่งจากผู้ที่ดำรงนมาซท่านไม่สามารถที่จะละทิ้งการปฏิบัตินมาซได้ ซึ่งการดำรงนมาซ หมายถึง การปฏิบัติแก่นแท้ของข้อบังคับนี้ให้เกิดขึ้นในสังคม สร้างบรรยากาศแห่งนมาซให้เกิดขึ้น เชิญชวนผู้อื่นเข้าสู่นมาซและปฏิบัตินมาซด้วยสมาธิอย่างแน่วแน่พร้อมกับนำความหมายที่แท้จริงของนมาซเข้าสู่ชีวิตประจำวัน เพราะนมาซนั้นคือการเคารพสักการะ องค์ประกอบที่แท้จริงของนมาซก็คือการนอบน้อมถ่อมตนต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้าโดยการปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์ นอกจากนั้นก็ยังมีรายละเอียดรอบนอกอีก ดังนั้นเงื่อนไขที่สองของการมีตักวาที่แท้จริงก็คือการดำรงนมาซ ซึ่งก่อนหน้านี้เราได้เคยกล่าวไปแล้วว่า การเชื่อศรัทธาต่อสิ่งเร้นลับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการมีตักวาอย่างแท้จริงในด้านกระบวนทัศน์ แต่องค์ประกอบสำคัญของตักวาที่ส่งผลต่อการขัดเกลาจิตวิญญาณก็คือการดำรงนมาซ
ข้าพเจ้าในฐานะมิตรคนหนึ่งของบรรดาคนหนุ่มสาวและมีความปรารถนาดีต่ออนาคตของพวกท่าน ใคร่อยากจะกล่าวเตือนกับพวกท่านว่า อย่าปล่อยตัวแต่จงพยายามสรรสร้างตนเองเสมอ หมายความว่าสร้างความเข้มแข็งให้แก่คุณสมบัติด้านบวกหรือข้อดีที่พวกท่านมีอยู่แล้วให้มากขึ้น ส่วนคุณสมบัติด้านลบหรือข้อบกพร่องที่พวกท่านมีอยู่นั้นให้จดไว้ในความคิดหรือในเศษกระดาษ ซึ่งความพิเศษของมนุษย์คนหนึ่งก็คือสามารถที่จะหาข้อบกพร่องของตนเองได้ เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่ด้วยกับความที่หลงตนเองย่อมจะไม่เห็นข้อบกพร่องของตนและพยายามจะบอกด้วยว่าข้อบกพร่องที่ตนมีอยู่นั้นเป็นข้อดีเสียด้วยซ้ำไป
ฉะนั้นควรที่จะพิจารณาให้ละเอียดเกี่ยวกับตัวของพวกท่านเองว่ามีข้อบกพร่องหรือข้อเสียใดๆอยู่บ้างไม่ว่าจะเป็นด้านจริยธรรม ด้านการประพฤติปฏิบัติในชีวิตไม่ว่าจะต่อตนเองหรือผู้อื่น อย่างเช่นในด้านจริยธรรมควรจะมองว่า มีความอิจฉาริษยา ความอาฆาตแค้น ความแข็งกระด้างของจิตใจ ความตะหนี่ ความหวา ดกลัวหรือคุณสมบัติด้านลบอื่นๆ ที่เขียนไว้ในตำราด้านจริยธรรมอยู่หรือไม่ หรือดูว่ามีความบกพร่องในเรื่องการศึกษาไหม เช่น ไม่มีสมาธิเวลาเรียน หรือมีอาการต่อต้านในทุกๆเรื่องเช่น ถ้าครูอาจารย์ ได้สอนอะไรก็จะมองในแง่ลบแล้วปฏิเสธไว้ก่อน หรือมีอาการยอมรับอย่างสิ้นเชิง เช่นถ้าครูอาจารย์ สอนสิ่งใดก็จะยอมรับโดยดุษฏี ทั้งสองอย่างนี้ถือว่าไม่ดีทั้งคู่ ดังนั้นถ้าพบข้อบกพร่องหรือข้อเสียต่างๆที่มีก็ควรที่จะขจัดมันออกไปที่ละอย่างที่ละอย่าง
สิ่งหนึ่งที่สามารถช่วยมนุษย์ในการสร้างตนได้ก็คือ นมาซ คือจะต้องปฏิบัตินมาซด้วยสมาธิ มิเช่นนั้นแล้วคำอ่านที่เปล่งเสียงออกมาโดยปราศจากความหมายก็เป็นเพียงคลื่นเสียงที่อยู่ในอากาศเท่านั้น ฉะนั้นในขณะที่เราเปล่งเสียงออกมาสู่อากาศก็ควรที่จะรับรู้และมอบจิตใจของเราให้กับแก่นแท้ของคำเหล่านั้น ดังนั้นจึงต้องคิดพิจารณาถึงความหมายของคำเหล่านั้นแล้วค่อยเปล่งเสียงออกมา ซึ่งหากนมาซเป็นเช่นนี้มนุษย์ย่อมจะพัฒนาไปสู่ความสมบูรณ์แบบพร้อมกับเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงมนุษย์ให้เห็นทันตาได้ และนี่เองที่เป็นขั้นตอนหนึ่งของการดำรงนมาซ ฉะนั้นพวกท่านต้องสร้างบรรยากาศของนมาซขึ้นมาในสังคมของพวกท่านและจงสนใจต่อเรื่องของนมาซ แน่นอนยิ่งวันนี้ในรัฐอิสลาม(แห่งอิหร่าน)การดำรงนมาซแตกต่างกับช่วงก่อนการปฏิวัติเป็นอย่างยิ่ง ก่อนหน้าการปฏิวัติการปฏิบัตินมาซถือเป็นข้อตำหนิอย่างหนึ่ง ในมัสยิดของมหาวิทยาลัยเตหรานนี้เองมีกลุ่มคนจำนวนน้อยนิดที่เข้าไปปฏิบัตินมาซ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ข้าพเจ้ามีธุระซึ่งได้ไปที่มัสยิดแห่งนี้ ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีนักศึกษาเป็นพันๆคนแต่กลับไม่มีใครเข้ามัสยิดนอกเสียจากคนเพียงไม่กี่คน ในสถานที่บางแห่งที่บางครั้งจำเป็นต้องปฏิบัตินมาซ เมื่อจะเริ่มปฏิบัติ กลับเห็นคนเป็นจำนวนมากจ้องมองอยู่อย่างแปลกใจ ในช่วงสมัยก่อนหากจะชมเด็กหนุ่มคนหนึ่งก็จะกล่าวกันว่า เด็กหนุ่มคนนี้เป็นคนดีนะ เขาทำนมาซด้วย (ซึ่งหมายความว่าคนที่ปฏิบัตินมาซนั้นคือคนที่ดีมาก) นมาซจึงกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ ขณะที่คนที่แสดงออกในลักษณะเช่นนี้ หากเขามีธุระหรือมีนัดขึ้นมา เขาพร้อมที่จะละทิ้งนมาซด้วยซ้ำไป แต่ยุคสมัยนี้ไม่ได้เป็นเช่นนี้แล้ว คนหนุ่มสาวของเราไม่ว่าจะอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือไม่ก็ตามพวกเขาสนใจและรักต่อการนมาซ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นมันยังไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงต้องทำให้บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งนมาซ เพื่อพร้อมที่จะดำรงนมาซ และนี่เองที่ถือว่าเป็นคุณสมบัติที่สองของการมีตักวาอย่างแท้จริง
|
มนุษย์ที่มีกระบวนทัศน์แบบที่เชื่อต่อพระเจ้าย่อมมีเป้าหมายในชีวิต (อย่างแท้จริง)




