| ตัฟซีรท่านผู้นำ 2 |
| Written by Administrator |
|
الَّذِينَ يُؤْمِنُونَ بِالْغَيْبِ وَيُقِيمُونَ الصَّلاةَ وَمِمَّا رَزَقْنَاهُمْ يُنْفِقُونَ
คือบรรดาผู้ศรัทษาต่อสิ่งเร้นลับ และดำรงการนมาซ และพวกเขาก็บริจาคส่วนหนึ่งจากสิ่งที่เราได้ให้เป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเขา (อัลบะเกาะเราะฮ์/3)
“มุตตะกีน” มีคุณสมบัติเฉพาะอยู่หกประการด้วยกัน ซึ่งคุณสมบัติหกประการนั้นอันที่จริงแล้วก็คือองค์ประกอบของตักวาที่ถูกต้องและแท้จริงสำหรับมนุษย์นั้นจะต้องมีคุณสมบัติอยู่ด้วยกันหกประการ แต่จะต้องไม่ลืมว่า ตักวาสามารถจะให้ความช่วยเหลือต่อมนุษย์ได้ในทุกๆ ขั้นตอนของชีวิต ซึ่งหมายความว่า ถ้าหากมีตักวาอยู่บ้าง เขาผู้นั้นก็จะเข้าใจอัลกุรอานได้แบบหนึ่งและย่อยจะถูกชี้นำ ซึ่งหากมีตักวาเพิ่มขึ้นมากเท่าใด ท่านก็สามารถจะเข้าใจอัลกุรอานได้เพิ่มขึ้นมากเท่านั้น หมายความว่ามาดแม้นว่าผู้ที่มีตักวาสูงส่งอยู่แล้ว หากเขาต้องการที่จะแสวงหาตักวาเพิ่มขึ้น และด้วยกับจิตวิญญานแห่งตักวาที่ยิ่งเพิ่มมากขึ้นนี้ ย่อมจะทำให้เขาเข้าใจอัลกุรอานได้ในรูปแบบใหม่ๆ และลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นเท่านั้น มันมิใช่เลยที่เราจะกล่าวว่าหากปรารถนาที่จะเข้าใจอัลกุรอานก็จงมีตักวาเถิด ซึ่งหากแสวงหาตักวาในความหมายของการระมัดระวังตนได้มาแล้ว หลังจากนั้นค่อยเข้าไปศึกษาหาด้านลึกของอัลกุรอาน คือใช่ว่าจะใช้(ตักวา)สำหรับการเริ่มต้นเท่านั้น แต่การมีตักวาในทุกๆ ขั้นตอนต่างหากที่จะทำให้มนุษย์สามารถเข้าใจ(อัลกุรอาน)ได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น คุณสมบัติหกประการเบื้องต้นของตักวาที่ถูกยอมรับได้ในระดับหนึ่งสำหรับมนุษย์นั้น คุณสมมัติแรกของมันก็คือ الَّذِينَ يُؤْمِنُونَ بِالْغَيْبِ (บรรดาผู้ซึ่งศรัทธาในสิ่งเร้นลับ)
มนุษย์ที่ยึดติดกับวัตถุย่อมปราศจากเป้าหมาย (อย่างแท้จริงในชีวิต)
พวกท่านอาจจะกล่าวแย้งว่ามีผู้ยึดติดกับวัตถุตั้งมากมาย ที่พวกเขามีเป้าหมาย(อย่างแท้จริงในชีวิต) ข้าพเจ้าขอกล่าวว่า การที่จะเรียกว่ามีเป้าหมายนั้นได้ก็ต่อเมื่อไม่มีอิทธิพลของความรู้สึกนึกคิดความเคยชินและการต้องพึ่งพาต่อสิ่งอื่นอยู่เหนือเขา ฉะนั้นหากความรู้สึกนึกคิดความเคยชิน และการต้องพึ่งพาต่อสิ่งอื่นไม่มีอยู่ ความเพียรพยายามและความเคลื่อนไหนของมนุษย์ที่ยึดติดกับวัตถุย่อมจะหยุดนิ่ง แต่คนบางคนที่ยังต้องพึ่งพาต่อสิ่งอื่นย่อมถูกบีบคั้นให้ดิ้นรนต่อไป ซึ่งผู้ที่ยึดติดวัตถุจะต้องดิ้นรนต่อไปเพื่อจะได้มาซึ่งสิ่งที่เขาต้องพึ่งพามัน ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่งอาจจะมีความรู้สึกนึกคิดอีกกย่างหนึ่ง เช่น ความรู้สึกนึกคิดแบบชาตินิยม ซึ่งความรู้สึกนึกคิดแบบชาตินิยมนี้ อาจบีบคั้นจนทำให้เขาต้องดิ้นรนและขวนขวายอย่างมากมาย หรืออาจต้องสละชีวิตเพื่อหนทางนี้ด้วยซ้ำไป แต่เป็นความรู้สึกนึกคิดที่ไม่สอดคล้องกับหลักแห่งปัญญาหรือ ตรรกใดๆ
ผู้ที่ยึดติดอยู่กับวัตถุซึ่งปรารถนาที่จะอุทิศชีวิตของตนเพื่อประเทศชาติ ในขณะที่เขายังร้อนรุ่มอยู่กับความรู้สึกนึกคิดดังกล่าวนี้ หากมีคนๆ หนึ่งได้ดึงเขาออกมาแล้วถามเขาว่า ทำไมท่านจะต้องยอมตายด้วย และท่านตายด้วย และท่านตายไปแล้วมันจะเป็นอย่างไรต่อไป? ท่านต้องการตายเพื่อที่จะให้ประเทศชาติดำรงอยู่ต่อไปใช่ไหม แต่เพื่อไม่มีท่านแล้วประเทศชาตินี้จะดำรงอยู่ต่อไปหรือล่มสลายลงมันจะมีประโยชน์อะไร? มันมีเหตุผลอันใดที่ท่านต้องตายแล้วให้ผู้อื่นต้องดำรงอยู่ต่อไป? พวกวัตถุนิยมย่อมไม่ยอมรับคำสารภาพเช่นนี้หรอกซึ่งหากมีใครกล่าวแก่พวกวัตถุนิยมเช่นนี้เขาก็จะตอบคำถามด้วยเป้าหมายอันสูงส่งตามสามัญสำนึก แต่คำสารภาพที่แท้จริงสามารถจะพบเจอได้จากคำกล่าวที่อ้อมค้อมของพวกเขา ข้าพเจ้าเคยอ่านหนังสือนวนิยายเล่มหนึ่งชื่อ “ครอบครัวของวีโว” เขียนโดย “โรเจอร์ มาร์ติด ดูการ์” นักเขียนชาวฝรั่งเศษ หนังสือเล่มนี้ถูกแปลเป็นภาษาฟารซี ข้าพเจ้ารู้จักกับงานเขียนนี้มานานแล้ว ซึ่งบางครั้งก็ค้นพบประเด็นสำคัญในงานเขียนเช่นนี้ งานเขียนนี้คาดว่าเป็นของนักเขียนกลุ่มมนุษย์นิยมในศตวรรษที่สิบเก้า หรือช่วงต้นของศตวรรษที่ยี่สิบ พวกมนุษย์นิยมเหล่านี้มีความเชื่อว่า การมอบความรักต่อมนุษย์และความเป็นมนุษย์ ตลอดจนสามัญสำนึกของมนุษย์นั้นสามารถที่จะเติมช่องว่างของความคิดทางศาสนา ความศรัทธาและพลังดึงดูดของศาสนาได้ ซึ่งก่อนหน้าที่ลัทธิมาร์กซิสม์จะขยายกว้างออกไปพวกเขาได้เขียนหนังสือแนวคิดนี้ขึ้นมากมายโรเจอร์ มาร์ติน ก็เป็นหนึ่งในบุคคลดังกล่าวที่อธิบายแนวคิดของเขาในเรื่องนี้เป็นอย่างดี เขาเองไม่ต้องการที่จะกล่าวออกมาตรงๆ เช่นนี้ แต่ใช้เป็นคำพูดของพระเอกในเนื้อเรื่องตามนวนิยายของเขาที่กำลังคิดว่าความบากบั่นและความพวกเพียรของเขามีประโยชน์อันใดบ้าง ในขณะที่เขาล้มป่วยหนักโดยหมดทางที่จะรักษาเยียวยา เขาได้เขียนบันทึกถึงแก่นแท้แห่งความคิดแบบมนุษย์นิยม ซึ่งเป็นความรู้สึกนึกคิดที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จากความคิดแบบมนุษย์นิยม เขาได้กล่าวว่า ประโยชน์ที่ได้จากการใช้ชีวิตนั้นก์คือเสพสุขไปกับมัน ซึ่งกระบวนทัศน์แบบวัตถุนิยมคงจะไม่มีสิ่งอื่นใดที่นอกเหนือไปจากนี้
ตามพื้นฐานของกระบวนทัศน์แบบวัตถุนิยม พวกท่านมีช่องว่างระหว่างที่แห่งหนึ่งกับอีกที่หนึ่ง คือระหว่างการเกิดและการตาย หรือข้าพเจ้าจะกล่าวว่าเป็นช่วงเวลาระหว่างในวัยเด็กและความตายเนื่องจากชีวิตในเช่วงวัยเด็กนั้นไม่ได้มีแก่นสารอะไรมากมาย แต่ช่วงปลายของวัยเด็กจนถึงช่วงเวลาแห่งความตาย มีช่วงเวลาขวางกั้นอยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นในช่วงดังกล่าวนี้หากหาความสุขได้มากเท่าใด ท่านก็จะพบความสุขได้เท่านั้น ผลพวงของการใช้ชีวิตไม่ได้มีสิ่งใดที่นอกเหนือไปจากนี้ กระบวนทัศน์เช่นนี้สามารถที่จะกำหนดเป็นรูปแบบสำหรับโครงสร้างในการใช้ชีวิตของมนุษย์ พร้อมตลอดจนพร้อมที่จะขับเคลื่อนให้มนุษย์ต่อสู้และฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการได้อย่างไร? มิใช่เช่นนั้นอย่างแน่นอนที่ข้าพเจ้าจะรีบเร่งไปสู่กำแพงด้านหนึ่งที่เป็นทางตันและนำเอาศีรษะโขกไปที่กำแพงนั้น ด้วยเหตุไฉนจึงต้องรีบเร่งไปยังที่แห่งนี้? และทำไมจะต้องใช้ความเพียรพยายามด้วย? กระบวนทัศน์เช่นนี้ย่อมแตกต่างจากความเชื่อความศรัทธาที่ว่า นอกเหนือจากโลกภายนอกที่เห็นอยู่นี้ ยังมีพระผู้เป็นเจ้าที่คอยควบคุมดูแล ซึ่งแน่นอนมันย่อมจะแตกต่างกันอย่างมาก
ท่านอายาตุลลอฮ์คาเมเนอี ได้กล่าวว่า ขอบเขตที่แบ่งแยกระหว่างศาสนาแห่งพ ระผู้เป็นเจ้ากับโลกทัศน์ของพวกวัตถุนิยมก็คือความเชื่อความศรัทธาต่อโลกแห่งความเร้นลับ (อาละมุลฆอยบ์)
การเชื่อการศรัทธาต่อสิ่งเร้นลับ(ซอยบ์)
การศรัทธาต่อสิ่งเร้นลับ หมายความว่าศรัทธาในสิ่งเร้นลับ ซึ่งเมื่อแปลออกมาก็คือ เชื่อสิ่งที่เร้นลับ ในอัลกุรอานได้กล่าวไว้ในหลายๆ ที่ถึงการเชื่อการศรัทธาต่อสิ่งเร้นลับการเกรงกลัวต่อสิ่งเร้นลับและพิจารณาอย่างถ่องแท้ถึงความเร้นลับ อย่างเช่นในบางโองการกล่าวว่า
مَنْ خَشِيَ الرَّحْمَنَ بِالْغَيْبِ
ผู้ใดเกรงกลัวพระผู้ทรงกรุณาด้วยกับความเร้นลับ (ซูเราะฮ์กอฟ/33)
ซึ่ง “ฆอยบ์” (ความเร้นลับ) ก็คือสิ่งที่อยู่เหนือประสาทสัมผัสทั่วไปของมนุษย์ โลกถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยกันคือ ฆอยบ์ (ความเร้นลับ) กับ ชะฮาดะฮ์ ชะฮาดะฮ์หมายถึงโลกที่เราสามารถเห็นและสัมพัสได้ คือไม่ได้หมายความว่าต้องเห็นด้วยกับตาเนื้อเท่านั้น แต่รวมไปถึงสิ่งใดก็ตามที่มนุษย์สามารถจะสัมพัสต่อมันได้ หรือแม้นว่าท่านจะสามารถเห็นมันได้ด้วยกับกล้องดูดาวหรือกล้องจุลทรรศน์ก็ตาม คือสิ่งใดก็ตามที่พวกท่านสามารถเห็น ได้ยินและสัมพัสได้ ทั้งหมดนี้คือโลกแห่งชะฮาดะฮ์ แต่ยังมีอีกโลกหนึ่งที่อยู่เหนือจากนี้ซึ่ง (การมีอยู่ของมัน) ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยสิ่งที่ข้าพเจ้าและพวกท่านสามารถจะเห็นมันได้ เป็นดินแดนซึ่งอยู่เหนือประสาทสัมผัสของมนุษย์ ซึ่งก็คือโลกแห่งฆอยบ์ (ความเร้นลับ) และตรงนี้เองคือเขตแดนระหว่างกระบวนทัศน์ของผู้ที่เชื่อในพระเจ้ากับพวกวัตถุนิยม
พวกวัตถุนิยมกล่าวว่ อะไรก็ตามที่ฉันเห็นสิ่งนั้นย่อมมี แต่ถ้ามีอาจเห็นได้ก็เท่ากับว่ามันไม่มี (ซึ่งเป็นไปได้ว่าสิ่งใดก็ตามที่ในปัจจุบันไม่เห็นมันแต่ในวันข้างหน้าอาจเห็นมัน สิ่งนั้นก็เท่ากับว่ามีอยู่เช่นกัน) กระบวนทัศน์อันคับแคบเช่นนี้ของพวกวัตถุนิยม ซึ่งทำให้ตกอยู่ในขอบเขตที่จำกัด พวกเขามีเหตุผลอันใดเล่าที่จะกล่าวว่า สิ่งใดก็ตามที่พวกเขาไม่เห็นเท่ากับว่ามันนั้นไม่มี? เมื่อจะตัดสินว่ามันมีอยู่หรือไม่ มีอยู่จริง ก็จะต้องให้ได้ผลลัพธ์อย่างแท้จริงจากกระบวนทัศน์ของตนเองเสียก่อน! คือเมื่อกล่าวว่ามันมีอยู่ก็จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามันมีอยู่จริง! หรือถ้ากล่าวว่ามันไม่มีอยู่ก็จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามันไม่มี! พวกวัตถุนิยมไม่มีเหตุผลใดๆ มาพิสุจน์ได้ว่าโลกแห่งความเร้นลับไม่มีอยู่จริง เขาเพียงกล่าวกันว่าฉันไม่เห็นว่าโลกแห่งความเร้นลับนั้นมีหรือกล่าวว่าไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับมัน ซึ่งในขณะที่พวกเขากล่าวกันเช่นนี้ว่าฉันไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับมันแต่กลับพูดอย่างหนักแน่นเลยว่า มันไม่มีอยู่จริง! ประเด็นแรกนี้เองที่อยากจะถาม(พวกเขา) ว่า เพื่อท่านกล่าวเองว่าท่านไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนี้นท่านกล่าวได้อย่างไรว่ามันไม่มีจริง? อัลกุรอานได้กล่าวกับกลุ่มชน เช่น พวกวัตถุนิยมหรือพวกที่ปฏิเสธการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้าว่า
وَإِنْ هُمْ إِلا يَخْرُصُونَ
สำหรับพวกเขาไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นดวก นอกจากพวกเขาคาดเดาเองเท่านั้น (ซูเราะฮ์ยูนุส/66)
หรืออีกโองการที่ว่า
إِنْ هُمْ إِلا يَظُنُّونَ
และพวกเขามิได้ตั้งอยู่บนสิ่งใน นอกจากจะคาดคะเน (ซูเราะฮ์ญาซียะฮ์/24)
เส้นแบ่งของศาสนาแห่งพระเจ้า (กับกระบวนทัศน์อื่น) ก็คือการยอมรับต่อสิ่งที่อยู่นอกเหนือการเห็นและการสัมผัสของมนุษย์ คราวนี้สิ่งใดเล่าที่มนุษย์จะใช้พิสุจน์การมีอยู่ของโลกนั้น? (สิ่งที่จะใช้พิสูจน์ได้ก็คือ) ข้อพิสุจน์ทางสติปัญญาซึ่งประเด็นมันอยู่ตรงนี้เองที่สติปัญญาสามารถพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้าได้ สติปัญญาเป็สาส์นของพระเจ้า ซึ่งให้บทเรียนและการชี้นำจากพระองค์ แล้วยังพิสูจน์เรื่องของวะฮ์ยู (พระวัจนะของพระเจ้า) ให้แก่เราอีกด้วย สติปัญญาพิสูจน์ถึงการมีอยู่ของโลกหน้า และสิ่งเร้นลับต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งส่วนหนึ่งนั้นพิสูจน์ด้วยสติปัญญาและอีกส่วนหนึ่งก็พิสูจน์ด้วยข้อพิสูจน์ที่ได้มาจากปัญญา หมายคามว่าเมื่อท่านพิสูจน์ได้ว่าพระเจ้าทรงมี ก็พิสูจน์ต่อได้ต่อได้อีกว่าพระองค์ทรงเอกะ หรือเมื่อพิสูจน์ได้ถึงจุดเริ่มต้นแห่งที่มา ก็พิสูจน์ได้ถึงการต้องมีผู้ที่อยู่ในสถานภาพทูตของพระเจ้า แล้วหลังจากที่การมีอยู่ของศาสนทูตพิสูจน์ได้ด้วยข้อพิสูจน์ทางปัญญา ศาสนทูตผู้นี้ก็จะแจ้งต่อพวกท่านให้รับรู้ถึงโลกที่เร้นลับ ดังเช่น(เกี่ยวกับเรื่อง) มวลมะลาอิกะฮ์ สวรรค์ นรก กับสิ่งที่เรากับท่านยอมรับว่าบางส่วนในเรื่องเหล่านี้สามารถพิสูจน์ได้ด้วยข้อพิสูจน์ทางปัญญาเช่นเรื่องของโลกหน้า แต่ก็มีอีกหลายเรื่องที่ไม่มีข้อพิสูจน์ทางปัญญา แต่ได้ถูกแจ้งออกมาจากผู้ที่เขาได้รับการดลใจจากพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งท่านเหล่านั้นก็คือบรรดาศาสนทูต เมื่อใดที่ท่านได้ประกาศสิ่งใดออกมาพวกเราก็จะเชื่องศรัทธาและรู้ว่าสิ่งที่ท่านกล่าวนั้นเป็นความสัตย์จริง เพราะสถานภาพของท่านนั้นได้รับการพิสูจน์จากข้อพิสูจน์ทางปัญญาก่อนหน้าแล้ว ดังนั้นเงื่อนไขแรกของการที่จะมีความยำเกรงได้อย่างแท้จริงก็คือ การเชื่อการศรัทธาต่อสิ่งเร้นลับ ซึ่งหมายถึงยอมรับต่อการมีอยู่ของสรรพสิ่งทั้งหลายที่ไม่จำกัดดัวยกับการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสของมนุษย์ แน่นอนที่สุด ความเชื่อความศรัทธาต่อสิ่งเร้นลับที่เรามีอยู่นี้เป็นเส้นแบ่งระหว่างกระบวนทัศน์ของผู้ที่เชื่อในพระเจ้ากับพวกวัตถุนิยม ซึ่งจะส่งผมต่อความคิดและการกระทำของมนุษย์ หมายความว่า ผู้ที่ไม่เชื่อศรัทธาต่อโลกแห่งความเร้นลับ ก็ย่อมมีความคิดและมีวิถีชีวิตไปแบบหนึ่ง ความเชื่อความศรัทธานี้ไม่อาจแยกออกจากมนุษย์ได้เลย ผู้ที่ศรัทธาต่อโลกแห่งความเร้นลับ ย่อมจะมีมุมมองวิธีการปฏิบัติและการต่อสู้ที่แตกต่างไปจากมนุษย์วัตถุ กล่าวถึงคุณสมบัติเฉพาะบางประการของบุคคลเหล่านี้ไปแล้วในบางส่วน ความเชื่อความศรัทธาต่อโลกแห่งความเร้นลับทำให้มนุษย์มีเป้าหมาย ฉะนั้นหากท่านไม่เชื่อไม่ศรัทธาต่อโลกแห่งความเร้นลับก็มิอาจยอมรับได้ว่าท่านพบเป้าหมาย (ของชีวิต) อย่างแท้จริง
|
ท่านอายาตุลลอฮ์คามาเนอีได้อธิบายคุณสมบัติเฉพาะของ “มุตตะกีน” ไว้ดังนี้




